ข้อบังคับ
มูลนิธิสหภาพแรงงานไทยเรยอน
พ.ศ. 2546
หมวดที่
1
ชื่อ
เครื่องหมาย
และที่ตั้งสำนักงาน
ข้อ 1.
มูลนิธินี้ชื่อว่า
มูลนิธิสหภาพแรงงานไทยเรยอน
อักษรย่อว่า “
มสร.” เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า
“THAI RAYON LABOUR UNION FOUNDATION”
อักษรย่อ “ TLF ”
ข้อ 2.
เครื่องหมายของมูลนิธินี้
คือ เป็นรูปมือจับกันอยู่ใต้ลูกโลกมีนกพิราบ
2 ตัว
อยู่เหนือลูกโลกมีคำว่า
“
มูลนิธิสหภาพแรงงานไทยเรยอน
” ล้อมรอบ
ตามรูปประทับดังรูป
ข้อ 3.
สำนักงานของมูลนิธิ
ตั้งอยู่เลขที่
71/6
ถนนเลี่ยงเมือง
1 ต.โพสะ อ.
เมือง จ.
อ่างทอง 14000
หมวดที่
2
วัตถุประสงค์
ข้อ 4.
วัตถุประสงค์ของมูลนิธินี้เพื่อ
4.1
เป็นที่ระลึกเนื่องในวันครบรอบ
25 ปี
ของการจัดตั้งสหภาพแรงงานไทยเรยอน
4.2 ช่วยเหลือสมาชิกฯ
กรรมการสหภาพ
ฯ
อดีตสมาชิกฯ
และอดีตกรรมการสหภาพ
ฯ
ที่มีความเดือดร้อนทุกข์ยาก
เจ็บป่วยหนัก
และประสบภัยพิบัติต่าง
ๆ
4.3 ช่วยเหลือและสนับสนุนการจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสมาชิกสหภาพแรงงานฯ
และคนงานโดยทั่วไป
4.4 ส่งเสริมสนับสนุนและเชิดชูผู้บำเพ็ญประโยชน์ต่อแรงงานไทย
4.5 เป็นศูนย์ข้อมูล
เอกสาร
หนังสือและให้บริการแก่สาธารณชนเกี่ยวกับแรงงานไทย
4.6 เพื่อดำเนินการเพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะประโยชน์หรือร่วมมือกับองค์การการกุศลอื่น
ๆ
4.7 ไม่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับการเมือง
หมวดที่
3
ทุนทรัพย์
ทรัพย์สิน
และการได้มาซึ่งทรัพย์สิน
ข้อ 5.
ทรัพย์สินของมูลนิธิมีทุนเริ่มแรก
คือ
เงินสดจำนวน
2,000,000 บาท (
สองล้านบาทถ้วน)
ซึ่งได้รับบริจาคจาก
สหภาพแรงงานไทยเรยอน
ข้อ 6.
มูลนิธิอาจได้มาซึ่งทรัพย์สิน
โดยวิธีการดังต่อไปนี้
6.1
เงิน
หรือทรัพย์สินที่มีผู้ยกให้
โดยพินัยกรรมหรือนิติกรรมอื่น
ๆ
โดยมิได้มีเงื่อนไขผูกพันให้มูลนิธิต้องรับผิดชอบในหนี้สินหรือภาระผูกพันอื่นใด
6.2
เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้มีจิตศรัทธาบริจาคให้
6.3
ดอกผลซึ่งเกิดจากทรัพย์สินของมูลนิธิ
6.4
รายได้อันเกิดจากการกระทำกิจกรรมของมูลนิธิ
หมวดที่
4
คุณสมบัติ
และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ
ข้อ 7.
กรรมการของมูลนิธิต้องมีคุณสมบัติดังนี้
7.1
มีอายุไม่ต่ำกว่า
20 ปีบริบูรณ์
7.2
ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
หรือไร้ความสามารถ
หรือเสมือนไร้ความสามารถ
7.3
ไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
เว้นจะได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
ข้อ 8.
กรรมการของมูลนิธิพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
8.1
ถึงคราวออกตามวาระ
8.2
ตายหรือลาออก
8.3
ขาดคุณสมบัติตามข้อบังคับข้อ
7
8.4 เป็นผู้มีความประพฤติและปฏิบัติตนเป็นที่เสื่อมเสีย
และคณะกรรมการมูลนิธิมีมติให้ออก
โดยมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของคณะกรรมการมูลนิธิ
หมวดที่
5
การดำเนินงานของคณะกรรมการมูลนิธิ
ข้อ 9. มูลนิธิดำเนินการโดยคณะกรรมการมูลนิธิ
มีจำนวนไม่น้อยกว่า
9 คน
แต่ไม่เกิน 15
คน
ข้อ 10.
คณะกรรมการมูลนิธิประกอบไปด้วย
ประธานกรรมการมูลนิธิ
รองประธานกรรมการมูลนิธิ
เลขานุการมูลนิธิ
เหรัญญิก
และกรรมการอื่น
ๆ
ตามแต่คณะกรรมการมูลนิธิจะเห็นสมควร
ข้อ 11.
วิธีเลือกตั้งกรรมการมูลนิธิ
ให้ปฏิบัติดังนี้
คือให้คณะกรรมการมูลนิธิชุดที่ดำรงตำแหน่งอยู่เลือกตั้งกรรมการมูลนิธิ
ตามจำนวนที่เห็นสมควรตามข้อบังคับ
ข้อ 12.
การเลือกตั้งคณะกรรมการมูลนิธิ
ให้ถือเสียงข้างมากของที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิเป็นมติของที่ประชุม
ข้อ 13.
กรรมการดำเนินการมูลนิธิอยู่ในตำแหน่งคราวละ
2 ปี
ข้อ 14 .
กรรมการมูลนิธิที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระ
อาจได้รับเลือกเป็นกรรมการมูลนิธิได้อีก
ข้อ 15.
ถ้าตำแหน่งกรรมการมูลนิธิว่างลง
ให้คณะกรรมการมูลนิธิที่เหลืออยู่ตั้งบุคคลอื่นเป็นกรรมการแทนตำแหน่งที่ว่างลง
กรรมการมูลนิธิที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่ให้อยู่ในตำแหน่งเท่าวาระของผู้ที่ตนแทน
หมวดที่
6
อำนาจหน้าที่คณะกรรมการมูลนิธิ
ข้อ 16. คณะกรรมการมูลนิธิมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินกิจการของมูลนิธิ ตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ และภายใต้ข้อบังคับนี้ ให้มีอำนาจหน้าที่ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
16.1
กำหนดนโยบายของมูลนิธิและดำเนินงานตามนโยบายนั้น
16.2
ควบคุมการเงินและทรัพย์สินต่าง
ๆ ของมูลนิธิ
16.3
เสนอรายงานกิจการ
รายงานการเงิน
และบัญชีงบดุล
รายได้ -
รายจ่ายต่อกระทรวงมหาดไทย
16.1 กำหนดนโยบายของมูลนิธิและดำเนินงานตามนโยบายนั้น
16.2 ควบคุมการเงินและทรัพย์สินต่าง ๆ ของมูลนิธิ
16.3 เสนอรายงานกิจการ รายงานการเงิน และบัญชีงบดุล รายได้ - รายจ่ายต่อกระทรวงมหาดไทย
16.4 ดำเนินการให้เป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ และวัตถุประสงค์ของข้อบังคับนี้
16.5 ตราระเบียบเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของมูลนิธิ
16.6 แต่งตั้งหรือถอดถอนคณะอนุกรรมการขึ้นคณะหนึ่งหรือหลายคณะ เพื่อดำเนินการเฉพาะอย่าง
16.7 เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ หรือบุคคลที่ทำประโยชน์ให้มูลนิธิเป็นพิเศษ เป็นกรรมการกิตติมศักดิ์
16.8 เชิญผู้ทรงเกียรติเป็นผู้อุปถัมภ์มูลนิธิ
16.9 เชิญผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการมูลนิธิ
16.10 แต่งตั้งหรือถอดถอนเจ้าหน้าที่ประจำมูลนิธิ มติให้ดำเนินการตามตามข้อ 16.7 ,16.8 และ 16.9
ต้องเป็นมติเสียงข้างมากของที่ประชุมและที่ปรึกษาตามข้อ 16.9 ย่อมเป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการมูลนิธิที่เชิญเท่านั้น
ข้อ 17.
ประธานกรรมการมูลนิธิมีอำนาจหน้าที่
ดังนี้
17.1
เป็นประธานของการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ
17.2
สั่งเรียกประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ
17.3
เป็นผู้แทนของมูลนิธิ
ในการติดต่อกับบุคคลภายนอก
และในการทำนิติกรรมใด
ๆ ของมูลนิธิ
หรือการลงลายมือชื่อในเอกสาร
ข้อบังคับและสรรพหนังสืออันเป็นหลักฐานของมูลนิธิ
เมื่อประธานกรรมการมูลนิธิ
หรือกรรมการมูลนิธิ
ที่ได้รับมอบหมายให้ทำการแทน
ได้ลงลายมือชื่อแล้ว
จึงเป็นอันใช้ได้
17.4
ปฏิบัติการอื่น
ๆ
ตามข้อบังคับ
และมติของคณะกรรมการมูลนิธิ
ข้อ 18.
ให้รองประธานกรรมการมูลนิธิ
ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการมูลนิธิ
เมื่อประธานไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
หรือในกรณีที่ประธานมอบหมายให้ทำการแทน
ข้อ 19. ถ้าประธานกรรมการมูลนิธิและรองประธานกรรมการมูลนิธิไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในการประชุมคราวหนึ่งคราวใดได้
ให้ที่ประชุมเลือกตั้งกรรมการมูลนิธิคนหนึ่งคนใด
เป็นประธานการประชุมคราวนั้น
ข้อ 20.
เลขานุการมูลนิธิ
มีหน้าที่ควบคุมกิจการ
และการดำเนินการประจำของมูลนิธิ
ประสานงานทั่วไป
รักษาระเบียบข้อบังคับของมูลนิธิ
นัดประชุมกรรมการตามคำสั่งของประธานกรรมการมูลนิธิ
และทำรายงานการประชุม
ตลอดจนรายงานกิจการมูลนิธิ
ข้อ 21.
เหรัญญิกมีหน้าที่ควบคุมการเงิน
ทรัพย์สินของมูลนิธิตลอดจนบัญชีและเอกสารที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้อง
และเป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนด
ข้อ 22.
สำหรับกรรมการมูลนิธิตำแหน่งอื่น
ๆ
ให้มีหน้าที่ตามที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนด
โดยทำเป็นคำสั่งระบุอำนาจหน้าที่ให้ชัดเจน
ข้อ 23.
คณะกรรมการมูลนิธิ
มีสิทธิ์เข้าร่วมประชุมกรรมการ
หรืออนุกรรมการอื่น
ๆ
ของมูลนิธิได้
หมวดที่
7
อนุกรรมการ
ข้อ24.
คณะกรรมการมูลนิธิอาจแต่งตั้งหรือถอดถอนอนุกรรมการได้ตามความเหมาะสมโดยจะแต่งตั้งให้เป็นอนุกรรมการประจำ
หรือเพื่อการใดเป็นกรณีพิเศษเฉพาะคราวก็ได้
และในกรณีที่คณะกรรมการมูลนิธิไม่ได้แต่งตั้งประธานอนุกรรมการ
เลขานุการ
หรืออนุกรรมการในตำแหน่งอื่นไว้
ก็ให้อนุกรรมการแต่งตั้งกันเอง
ดำรงตำแหน่งดังกล่าวได้
ข้อ 25.
อนุกรรมการอยู่ในตำแหน่งจนกว่าจะเสร็จงานที่ได้รับมอบหมายให้กระทำ
ส่วนคณะอนุกรรมการประจำอยู่ในตำแหน่งตามเวลาที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนด
ซึ่งถ้ามิได้กำหนดไว้ก็ให้อยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าวาระของคณะกรรมการมูลนิธิซึ่งเป็นผู้แต่งตั้ง
และอนุกรรมการที่พ้นจากตำแหน่ง
อาจได้รับการแต่งตั้งอีกได้
25.1.
อนุกรรมการมีหน้าที่ดำเนินการตามที่คณะกรรมการมูลนิธิมอบหมาย
25.2
อนุกรรมการมีหน้าที่เสนอความคิดเห็นต่อคณะกรรมการมูลนิธิเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมาย
หมวดที่
8
การประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ
ข้อ 26.
คณะกรรมการมูลนิธิจะต้องจัดให้มีการประชุมสามัญประจำปีทุก
ๆ ปี
ภายในเดือนกุมภาพันธ์
และต้องมีกรรม
การมูลนิธิเข้าประชุมอย่างน้อยกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด
จึงจะเป็นองค์ประชุม
ข้อ 27.
การประชุมวิสามัญอาจมีได้ในเมื่อ
ประธานกรรมการมูลนิธิ
หรือเมื่อคณะกรรมการมูลนิธิตั้งแต่
2 คนขึ้นไป
แสดงความประสงค์ไปยังประธานกรรมการมูลนิธิ
หรือทำการแทนขอให้มีการประชุมก็ให้เรียกประชุมวิสามัญได้
ข้อ 28.
กำหนดการประชุมและองค์ประชุมของคณะอนุกรรมการให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการมูลนิธิจะกำหนด
ซึ่งถ้ามิได้กำหนดไว้ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกำหนดการประชุม
ให้คณะอนุกรรมการตกลงกันเอง
และในส่วนที่เกี่ยวข้องกับองค์ประชุมให้ใช้ข้อ
26.
บังคับโดยอนุโลม
ข้อ 29.
ในการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิหรือคณะอนุกรรมการ
หากมิได้มีข้อบังคับไว้เป็นอย่างอื่น
มติของที่ประชุมให้ถือเอาคะแนนเสียงข้างมาก
ในกรณีที่มีคะแนนเสียงเท่ากัน
ให้ประธานในที่ประชุมเป็นผู้ชี้ขาด
กิจการใดที่เป็นงานประจำหรือเป็นกิจการเล็กน้อย
ประธานกรรมการมูลนิธิมีอำนาจสั่งให้ใช้วิธีสอบถามมติทางหนังสือแทนการเรียกประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ
แต่ประธานกรรมการมูลนิธิต้องรายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิในคราวต่อไป
ถึงมติกิจการที่ได้ดำเนินการไปตามมตินั้น
กิจการใดเป็นงานประจำหรือเป็นกิจการเล็กน้อยหรือไม่
ย่อมอยู่ในดุลพินิจของประธานกรรมการมูลนิธิ
ข้อ 30.
ในการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิหรือคณะอนุกรรมการ
ประธานกรรมการมูลนิธิ
หรือประธานที่ประชุมมีอำนาจเชิญ
หรืออนุญาตให้บุคคลที่เห็นสมควรเข้าร่วมประชุม
ในฐานะแขกผู้มีเกียรติหรือผู้สังเกตการณ์
หรือเพื่อชี้แจง
หรือเพื่อให้คำปรึกษาแก่ที่ประชุมได้
หมวดที่
9
การเงิน
ข้อ 31.
ประธานกรรมการมูลนิธิ
หรือรองประธานกรรมการมูลนิธิในกรณีทำหน้าที่แทน
มีอำนาจสั่งจ่ายเงินได้คราวละ
10,000 บาท
ถ้าเกินกว่าจำนวนดังกล่าว
ต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการมูลนิธิโดยเสียงข้างมาก
เว้นแต่กรณีจำเป็นและเร่งด่วนให้อยู่ในดุลพินิจของประธานกรรมการมูลนิธิที่จะอนุมัติให้จ่ายได้
แล้วต้องรายงานให้คณะกรรมการมูลนิธิทราบในการประชุมคราวต่อไป
ข้อ 32 .
เหรัญญิกมีอำนาจเก็บรักษาเงินสดได้ไม่เกิน
5,000 บาท
ข้อ 33. เงินสดของมูลนิธิหรือเอกสารสิทธิ
ต้องนำฝากไว้กับธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่นใด
แล้วแต่คณะกรรมการมูลนิธิจะเห็นสมควร
ข้อ 34.
การสั่งจ่ายเงินโดยเช็คหรือตั๋วสั่งจ่ายเงิน
จะต้องมีลายมือชื่อของประธานกรรมการมูลนิธิ
,
รองประธานมูลนิธิ
, เลขานุการ
และเหรัญญิก
ลงนามทุกครั้ง
โดยลงลายมือชื่ออย่างน้อย
3 ใน 4
จึงจะเบิกจ่ายได้
ข้อ 35.
ในการใช้จ่ายของมูลนิธิให้จ่ายเพียงดอกผลอันเกิดจากทรัพย์สินที่เป็นทุนของมูลนิธิและเงินที่ผู้บริจาคมิได้แสดงเจตนาให้เป็นเงินสมทบทุนโดยเฉพาะ
ข้อ 36.
ให้คณะกรรมการมูลนิธิจัดทำระเบียบเกี่ยวกับการเงิน
การบัญชีและทรัพย์สินของมูลนิธิตลอดจนกำหนดอำนาจหน้าที่ต่างๆ
เกี่ยวกับการรับและจ่ายเงินนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ
ข้อ 37.
ผู้สอบบัญชีมีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบบัญชีของมูลนิธิ
และรับรองบัญชีงบดุลประจำปีที่คณะกรรมการมูลนิธิจะต้องรายงานต่อกระทรวงมหาดไทย
ผู้สอบบัญชีมีสิทธิ์ตรวจสอบบัญชีและเอกสารที่เกี่ยวข้อง
ตลอดจนสอบถามกรรมการมูลนิธิและเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิในเรื่องใดๆ
ที่เกี่ยวกับการเงิน
การบัญชี
และเอกสารดังกล่าวได้
หมวดที่
10
การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ
ข้อ 38. การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ จะกระทำได้โดยเฉพาะที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ ซึ่งต้องมีกรรมการมูลนิธิเข้าประชุมไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการทั้งหมดและมติให้แก้ไขหรือเพิ่มเติมข้อบังคับฯ ต้องประกอบด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการที่เข้าประชุม
หมวดที่
11
การเลิกมูลนิธิ
ข้อ 39.
ถ้ามูลนิธิต้องเลิกล้มไปโดยมติของคณะกรรมการ
หรือ
โดยเหตุใดก็ตาม
ทรัพย์สินทั้งหมดของมูลนิธิที่เหลืออยู่ให้ตกเป็นกรรมสิทธิแก่สหภาพแรงงานไทยเรยอน
ข้อ 40.
การสิ้นสุดของมูลนิธินั้น
นอกจากที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้วให้มูลนิธิเป็นอันสิ้นสุดลง
โดยมิต้องให้ศาลสั่งเลิกด้วยเหตุต่อไปนี้
40.1
เมื่อมูลนิธิได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลแล้วไม่ได้รับทรัพย์สินตามคำมั่นเต็มจำนวน
40.2
เมื่อกรรมการมูลนิธิจำนวนสองในสามมีมติให้ยกเลิก
40.3
เมื่อมูลนิธิไม่อาจหากรรมการได้ครบตามจำนวนกรรมการที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ
40.4
เมื่อมูลนิธิไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ไม่ว่าด้วยสาเหตุใด
ๆ
หมวด
12
บทเบ็ดเตล็ด
ข้อ 41.
การตีความในข้อบังคับของมูลนิธิ
หากเป็นที่สงสัยให้คณะกรรมการมูลนิธิ
โดยเสียงข้างมากของจำนวนกรรม
การที่มีอยู่เป็นผู้ชี้ขาด
ข้อ 42.
ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยมูลนิธิมาใช้บังคับในเมื่อข้อบังคับของมูลนิธิมิได้กำหนดไว้
ข้อ 43.
มูลนิธิต้องมิใช่เป็นการหาประโยชน์เพื่อบุคคลใดนอกจากเพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธินั้นเอง
ลงนาม ผู้จัดทำข้อบังคับ
( นายศรีโพธิ์ วายุพักตร์ )