แถลงการณ์สหภาพแรงงานไทยเรยอน
ฉบับที่ 1
เรื่อง ขอให้ฝ่ายบริหารมีความจริงใจในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงานให้มากขี้น
……………………………………….
|
ตามที่สหภาพแรงงานไทยเรยอน และบริษัทไทยเรยอน จำกัด (มหาชน) ได้ทำการยื่นข้อเรียกร้องเพื่อขอแก้ไขตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างกันและกัน เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2553 โดยสหภาพฯ ยื่นข้อเรียกร้องฯ ต่อบริษัทฯ 41 ข้อ และบริษัทฯ ยื่นข้อเรียกร้องฯ ต่อสหภาพฯ 9 ข้อ ทั้งสองฝ่ายทำการเจรจาข้อเรียกร้องฯ กันเองรวม 37 ครั้ง และไม่สามารถตกลงกันเองได้ สหภาพฯ ได้แจ้งข้อพิพาทแรงงานต่อพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดอ่างทอง เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2553 ซึ่งพนักงานประนอมข้อพิพาทได้ทำการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงานมาแล้ว 11 ครั้ง แต่ทั้งสองฝ่ายก็ยังไม่สามารถตกลงกันได้และได้นัดทำการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงานครั้งต่อไปในวันที่ 30 สิงหาคม 2553
สหภาพฯ ขอชี้แจงให้สมาชิกทราบว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้การเจรจาต่อรองและการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงานฯ ไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร เกิดจากการที่ฝ่ายบริหารไม่มีความจริงใจและต้องการที่จะให้การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงานยุติโดยเร็ว รวมทั้งไม่ให้สำคัญต่อการเจรจาข้อเรียกร้องและการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงานด้วย เนื่องจากผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจ คือ ประธานร่วมเพียงคนเดียว ในระหว่างการเจรจาหรือไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงานหากมีโทรศัพท์เข้ามาหรือมีผู้มาขอพบประธานร่วมก็จะเดินออกไปโทรศัพท์หรือไปพบปะกับผู้มาขอพบ ซึ่งบางครั้งใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมง เมื่อเป็นดังนี้ จึงทำให้การเจรจาและการไกล่เกลี่ยข้อเรียกร้องฯ ในแต่ละวันมีความคืบหน้าหรือทำการเจรจากันได้น้อยมาก เรื่องดังกล่าวทำให้กรรมการสหภาพฯ เกิดความไม่พอใจต่อฝ่ายบริหารเป็นอย่างมาก และได้แสดงความไม่พอใจให้ฝ่ายบริหารทราบด้วย
ปัญหาสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้การเจรจาและไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงานล่าช้า คือ การที่ฝ่ายบริหารมองว่า ปัจจุบันค่าจ้างและสวัสดิการที่บริษัทให้แก่พนักงานตามข้อเรียกร้องฯ ของสหภาพฯ มีเป็นจำนวนมากแล้วเมื่อเทียบกับบริษัทอื่น ๆ ในขณะที่สหภาพฯ โต้แย้งว่าค่าจ้างและสวัสดิการที่บริษัทจัดให้พนักงานนั้นในความเป็นจริงไม่ได้สูงหรือมากอย่างที่ฝ่ายบริหารกล่าวอ้างเมื่อเทียบกับบริษัทที่มีสินทรัพย์หรือมีผลกำไรในอัตราที่ใกล้เคียงกัน การที่บริษัทอ้างว่าบริษัทจ่ายค่าจ้างและสวัสดิการสูง เพราะบริษัทนำไปเปรียบเทียบกับบริษัทขนาดกลาง และขนาดเล็กอื่นๆ จึงทำให้เกิดความรู้สึกว่าค่าจ้างและสวัสดิการของบริษัทสูงกว่าบริษัทอื่น ๆ และพยายามจะไม่เพิ่มสวัสดิการต่าง ๆ ตามที่สหภาพฯ เรียกร้องฯ ในครั้งนี้ สหภาพฯ ขอเรียกร้องให้ฝ่ายบริหารเปิดใจให้กว้างกว่านี้ ไม่ว่าบริษัทจะจ่ายค่าจ้างและสวัสดิการให้แก่พนักงานสูงตามที่บริษัทจ้างอยู่เป็นประจำหรือไม่ก็ตาม บริษัทต้องนำผลประกอบการมาเปรียบเทียบด้วย เพราะบริษัทของเรามีผลประกอบการดีมาตลอด โดยเฉพาะในรอบ 9 เดือน แรกของปี พ.ศ. 2553 (เดือนตุลาคม 2552 – 30 มิถุนายน 2553) บริษัทมีกำไรจากการประกอบการ 2,700 กว่าล้านบาท อีก 3 เดือน คือ สิงหาคม กับเดือนกันยายน 2553 ซึ่งเป็นวันสิ้นปีทางบัญชีของบริษัท คาดว่าบริษัทจะต้องมีกำไรถึง 3,000 ล้านบาทอย่างแน่นอน ดังนั้นเมื่อเทียบผลกำไรที่บริษัทได้รับกับค่าจ้างและสวัสดิการที่บริษัทให้แก่พนักงานโดยการเรียกร้องฯ ของสหภาพฯ แล้ว จะเห็นได้ว่ายังไม่สมดุลหรือมีความเป็นธรรมแก่พนักงานแต่อย่างไร เนื่องจากบริษัทต้องการแต่ผลกำไรโดยไม่คำนึงถึงสิทธิและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ของพนักงาน
สหภาพแรงงานฯ ขอเรียกร้องให้ฝ่ายบริหารมีความจริงใจในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงานให้มากขึ้น โดยประธานร่วมจะต้องเข้าร่วมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงานด้วยตนเองทุกครั้ง และอยู่ในห้องไกล่เกลี่ยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงานมีความคืบหน้าและยุติลงได้โดยเร็ว และให้ข้อพิพาทแรงงานในครั้งนี้ยุติได้โดยการไกล่เกลี่ยพนักงานประน้อมข้อพิพาทแรงงานไม่ใช่ยุติโดยการใช้ขั้นตอนของกฎหมายอันจะนำมาซึ่งความเสียหายแก่ทั้งสมาชิกสหภาพฯ และบริษัทอย่างใหญ่หลวง
สหภาพฯ ขอขอบคุณสมาชิกทุกท่านที่ได้ให้ความสนับสนุนการเจรจาข้อเรียกร้องฯ และการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงานโดยพนักงานประนอมข้อพิพาทด้วยดีตลอดมา และขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่งที่คณะผู้แทนสมาชิกประจำแผนก จะจัดการชุมนุมให้กำลังใจแก่คณะกรรมการสหภาพฯ ตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2553 (เวลา 17.00 น.) บริเวณหน้าอาคารจอดรถยนต์ โดยจะเป็นการชุมนุมอย่างต่อเนื่องทุกวันจนกว่าการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงานจะยุติลง สหภาพฯ เชื่อมั่นในพลังของสมาชิกว่าจะทำให้พวกเราทุกคนได้รับความสำเร็จในการจัดทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับใหม่กับนายจ้างในเร็ววันนี้
สหภาพแรงงานไทยเรยอน
27 สิงหาคม 2553
|