| |
พ.ญ.อรพรรณ์
เมธาดิลกกุล
สำนักงานอาชีวเวชศาสตร์และสิ่งแวดล้อม
|
โรคพิษปรอท คืออะไร |
|
โรคพิษปรอท คือ
โรคที่เกิดจากปรอททำอันตรายหรือเป็นพิษต่ออวัยวะสำคัญของร่างกาย
ได้แก่ สมอง ไต ตับ
ทำให้เกิดอาการเป็นพิษทั้งเฉียบพลันและเรื้อรัง
จนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ปรอทเป็นสารที่ร่างกายไม่ต้องการ
ไม่จำเป็นในการดำรงชีวิต |
| |
|
ปรอทที่สามารถเป็นพิษต่อร่างกายมีลักษณะอย่างไร
ก็คือ
ปรอทที่เรารู้จักกันดี
เป็นโลหะสีเงินที่เป็นของเหลวสีเงินในอุณหภูมิปกติ
มีชื่อเรียกกันว่า “Liquid silver”
หรือ “Quick silver”
ระเหยได้แม้อุณหภูมิห้อง ถ้าทำให้ร้อน เช่น เผานาน ๆ
จะเกิดเป็นปรอทออกไซด์ มีสีแดงแต่ถ้าร้อนถึงกว่า 500
เซติเกรดแล้วจะกลายเป็นปรอทอีก
ปรอทมีที่ใช้อย่างไร
ปรอทที่ใช้อย่างกว้างขวาง ทั้งในภาคอุตสาหกรรม
เกษตรกรรมและอื่น ๆ ในทางอุตสหกรรม
ปรอทใช้อุตสาหกรรมผลิตหลอดไฟฟ้า สีทาบ้าน กระจก ยาฆ่าแบคทีเรีย
โซดาไฟ เครื่องปั้นดินเผา วัสดุอุดฟัน
ใช้เป็นสารคะตะลิสต์ในกระบวนการผลิตสิ่งของหลายอย่างเช่น
กระดาษพลาสติก และอื่น ๆ ในทางเกษตรกรรม
ปรอทใช้ในสารกำจัดเชื้อรา กลุ่ม Organomercurial Furgicide
เคลือบเมล็ดพืชและอื่น ๆ
ในด้านอื่น ๆ ปรอทได้ถูกนำมาใช้ในวงการแพทย์ ทันตแทพย์
เช่นการอุดฟันด้วยวัสดุอุดฟัน ที่ทำจากปรอทหรือที่เรียกว่า “อมัลกัม”
(Amalgam) และยังใช้ในการทำยารักษาโรคบางชนิดด้วย มีใช้ในเครื่องสำอางค์บางชนิดอีกด้วย
กลุ่มเสี่ยงในการเกิดโรคพิษปรอท
กลุ่มเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดในการเกิดโรคพิษปรอท คือ
ผู้ทำงานในอุตสาหกรรมที่มีการใช้ปรอท ดังได้กล่าวแล้ว
รองลงไปคือ เกษตรกรที่ใช้สารกำจัดเชื้อรา
และผู้ทำงานที่เกี่ยวกับเมล็ดพืชที่มีสารปรอทเคลือบอยู่
และพบในช่างถ่ายรูปอีกด้วย
การเกิดโรคพิษปรอทในประเทศไทย
โรคพิษปรอทในประเทศไทย มีรายงานครั้งแรกในปี พ.ศ.2496
โดยนายแพทย์สมบัติ สุคนธพันธ์ เป็นผู้ป่วย 2 ราย อายุ 30 ปีและ
28 ปี
ได้รับพิษปรอทจากการรมควันปรอทเพื่อหวังผลการรักษาโรคที่ตนป่วย
หนึ่งรายเสียชีวิต ต่อมามีรายงานเพิ่มอีก 1 ราย
โดยนายแพทย์ภาสกร เกษมสุวรรณ และนายแพทย์ปีตินันท์ ณัฐรุจิโรจน์
เมื่อปี พ.ศ.2516 ผู้ป่วยเป็นผู้หญิงอายุ 23 ปี
ได้รับพิษปรอทจากการรับประทานปรอทเพื่อหวังผลเป็นยาคุมกำเนิดอีก
1 ราย ได้รับการรักษา ไม่เสียชีวิต
การเกิดโรคพิษปรอทในต่างประเทศ
กรณีที่มีชื่อเสียงและนับเป็นโศกนาฎกรรมครั้งใหญ่ที่สุดของประชาชนญี่ปุ่นคือ
กรณีพิษปรอทที่เรียกว่า โรคมินามาตะ (Minimata diseases)
เป็นโรคพิษปรอทที่ในชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่บริเวณอ่าวมินามาตะ
(Minamata Bay) บนเกาะคิวชู ใน พ.ศ.2496
มีรายงานผู้ป่วยที่มีอาการเกี่ยวกับระบบประสาทส่วนกลางจำนวนมากเฉพาะช่วง
พ.ศ. 2496-2505 มีผู้ป่วยแบบเดียวกันถึง 111 ราย
และพบเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2509 จำนวน 42 ราย
นอกจากนั้นยังมีสัตว์ เช่น แมว หมู สุนัข และนก
ในบริเวณดังกล่าวเสียชีวิตจากปรอทเป็นจำนวนมาก
ปรอทที่ทำให้เกิดพิษดังกล่าวได้มาจากน้ำเสียที่ถูกปล่อยจากโรงงานทำพลาสติก
กระดาษ หลอดไฟฟ้าและอื่น ๆ บริเวณรอบ ๆ อ่าวมินามาตะ
ซึ่งมีปรอทอยู่โดยเด็ดขาดการกำจัดสารปรอทก่อนที่จะทิ้งสู่แหล่งน้ำสาธารณะและทะเล
ทำให้ปลาและสัตว์น้ำได้รับสารปรอทเข้าไป
เมื่อคนหรือสัตว์ที่กินปลาและสัตว์น้ำบริเวณดังกล่าวเข้าไปก็จะได้รับปรอทไปสะสมอยู่ในร่างกาย
ซึ่งปรอทจะไปทำลายสมองและไตเป็นส่วนใหญ่ ทำให้เกิดความพิการและเสียชีวิตต่อมา
ปรอทเข้าสู่ร่างกายได้อย่างไร
ปรอทเข้าส่ร่างกายส่วนใหญ่โดยการหายใจในทางผิวหนังและทางการกินก็พบได้แต่น้อยกว่า
พิษปรอทเกิดได้อย่างไร
ไอปรอทหรือปรอทที่เป็นไปและถูกหายใจเข้าไปจะถูกจับไว้ที่ถุงลมปอดเป็นส่วนใหญ่ประมาณ
30 % ของปรอทที่หายใจเข้าไป
ส่วนปรอทอนินทรีย์ทั้งที่เป็นโลหะเหลวนั้น
ถ้าถูกกินเข้าไปจะไม่ถูกดูดซึมโดยลำไส้
สำหรับปรอทอินทรีย์จะถูกดูดซึมได้ที่ลำไส้
เกลือของปรอทชนิดเมอคิงรัง (HG)
จะเปลี่ยนเป็นเกลือของปรอทชนิดเมอคิงริ้ว (HG)
ซึ่งละลายน้ำได้จนถูกดูดซึมที่ทางเดินอาหารง่ายและเข้าสู่กระแสเลือด
และปรอทอินทรีย์ยังสามารถผ่านเข้าสู่สมองไปทำอันตรายต่อสมองได้เช่นเดียวกันยังสามารถผ่านทางรกไปทำอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้ด้วย
ปรอทในกระแสเลือดจะไปจับกลุ่มซัลไฮดริลของเอ็นไซม์ในเซลล์ของร่างกาย
ทำให้เซลล์ของร่างกายที่ปรอทจับกับเอนไซม์ที่มี Sulfhydryl (-SH)
ไม่ทำงาน จึงเกิดเป็นพิษขึ้นได้
ซึ่งจำแนกได้เป็นพิษเฉียบพลันและเรื้อรัง
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะและระยะเวลาที่ร่างกายได้รับปรอท
ปรอทที่เข้าสู่ร่างกายส่วนใหญ่จะไปสะสมที่ไตประมาณร้อยละ 50
รองลงไปคือที่ตับ และสมอง จึงทำอันตรายต่ออวัยวะดังกล่าว
ปรอทจะถูกขับถ่ายออกทางปัสสาวะเป็นส่วนใหญ่
นอกจากนั้นยังถูกขับถ่ายออกทางอุจจาระ เหงื่อ น้ำลาย ลมหายใจ
และน้ำนม โดยจะขับออกครั้งหนึ่งได้ในเวลา 30 วัน
โรคพิษปรอทแบบเฉียบพลันเกิดจากการได้รับปรอทเข้าสู่ร่างกายจำนวนมาก
ในระยะเวลาสั้น ยังจำแนกตามชนิดของปรอทได้ 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
-
พิษปรอทอนินทรีย์
ได้พิษจากการสูดดมไอปรอทมีอาการหายใจลำบาก ไอ มีไข้
อาจรุนแรงถึงขั้นปอดอักเสบ ปวดบวมน้ำ หรือปอดทะลุได้
มักเป็นสาเหตุการตายในเด็กที่ได้รับปรอทได้
นอกจากนั้นจะมีอาการระบบทางเดินอาหารได้ ได้แก่
อาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย แผลในช่องปาก
มีน้ำลายออกมาก มีลิ้นรู้สึงรับรสโลหะ (Metallic
taste) ได้ และมีอาการของภาวะไตวายได้
- พิษเกลือของปรอท
มักได้รับพิษโดยการกิน
หรือติดเข้าไปกับอาหารที่มีการปนเปื้อนด้วยเกลือของปรอทเมอคิวริว
เช่น Murcuric Chloide)
มีผลทำให้เกิดลิ้นรู้สึกรับรสโลหะ (Metallic taste)
กระหายน้ำ อาเจียน ปวดท้อง ถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือด
ปัสสาวะน้อย ไม่ปัสสาวะ มีภาวะไตวาย
และเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว
- พิษปรอทอินทรีย์
ปรอทในกลุ่ม Organic Mercury ได้แก่ alkyl mercury
มีพิษต่อระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เกิดอาการสั่น เซ
ชักกระตุก
และมีการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อที่เกิดจากการควบคุมของประสาทผิดปกติอื่นๆ
เป็นความผิดปกติแบบถาวร
อาการของโรคพิษปรอทเรื้อรัง
โรคพิษปรอทเรื้อรังเกิดจากการได้รับปรอทเข้าสู่ร่างกายทีละเล็กละน้อยเป็นเวลานาน
เข้าไปสะสมในร่างกาย จะเกิดพิษต่อระบบสมอง ไต ตับ
ผิวหนังและอื่น ๆ โดยมีอาการและอาการแสดงดังนี้ สั่น แบบ
Hatter Shakes มีการทรงตัวและการเดินผิดปกติ เซง่าย ชัก กระตุก
ชา และเจ็บที่ปลายมือปลายเท้า ปวดศีรษะ หงุดหงิด ซึมเศร้า
ขี้ลืม โมโหง่าย ประสาทหลอน พูดผิดปกติ ช่องปากอักเสบ
น้ำลายมาก ฟันหลุด พบเหงือกมีเส้นทึบ สีน้ำเงิน หรือน้ำตาล
ท้องเสีย น้ำหนักลด ซีด มีภาวะเลือดจาง เม็ดเลือดขาวน้อย
อาการของตับและไตอักเสบและอาการอื่นๆ
ความผิดปกติที่แสดงถึงภาวะพิษปรอท
พบความผิดปกติที่อวัยวะเป้าหมายของการเกิดพิษปรอทได้แก่
ความผิดปกติระบบไตมีโปรตีนในปัสสาวะ มีเลือดในปัสสาวะ
หรือความผิดปกติทางโลหิตวิทยา เช่น การตรวจนับเม็ดเลือด (Proteinuria
, Hematuria , Abnormal CBC )
การป้องกันโรคพิษปรอท
ให้ความรู้แก่ผู้ที่ต้องสัมผัสกับปรอท ได้แก่
ผู้ที่ทำงานในอุตสาหกรรมที่ระบุ
หรือผู้ที่ใช้สิ่งที่มีปรอทผสมอยู่เพื่อให้ตระหนักและป้องกัน
ผู้ประกอบการจัดให้มีสถานที่ทำงานที่ปลอดภัย สะอาด
ไม่เป็นที่เก็บกักฝุ่นและละอองของปรอท
ผู้ประกอบการจัดให้มีการระบายอากาศเฉพาะที่
เพื่อกำจัดไอและผ่านปรอทมิให้ฟุ้งกระจาย
ถ้ามีปรอทรั่วไหล
ให้ใช้ภาชนะที่มีน้ำรองรับไว้
ปรอทจะได้ไม่ระเหยเมื่ออยู่ในน้ำ
จัดให้มีและใช้เครื่องป้องกันตัวแก่ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องหรือผู้ที่ต้องสัมผัสสารปรอท
ได้แก่ จัดหาห้องเปลี่ยนชุดปฏิบัติงาน ห้องอาบน้ำ
ที่ล้างมือ ถุงมือ ชุดปฏิบัติงาน รองเท้ายาง
ให้มีการตรวจสุขภาพทางอาชีวเวชศาสตร์แก่ผู้สัมผัสกับปรอททั้งนี้เพื่อการเฝ้าระวังการเกิดโรคพิษปรอทและการค้นพบโรคนี้ได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก
|
| |
|
| |
  |
|