|
โรคพิษแคดเมี่ยม เป็นโรคที่เกิดจากร่างกายได้รับแคดเมี่ยม
และแคดเมี่ยมได้ทำลาย ไต กระดูก ระบบเลือด ปอด
กระเพาะปัสสาวะ และอวัยวะอื่น ๆ
โดยมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โรคอิไต อิไต
(itai
itai)
ซึ่งเป็นโรคที่มีอาการปวดในกระดูกมากเป็นสำคัญ
กระดูกเสื่อม เสียรูปและมีอาการร่วมอื่น ๆ อีกมากมาย
ได้แก่ อาการเพลีย น้ำหนักลด คลื่นไส้อาเจียน
ไอเรื้อรัง มีวงสีเหลือง หรือ
Yellow ring
ที่ฟัน มีภาวะเลือดจาง เกิดความดันโลหิตสูง
ทำให้เกิดภาวะเส้นเลือดอักเสบ และแคดเมี่ยมยังทำให้เกิดมะเร็งของต่อมลูกหมากได้
แคดเมี่ยมคืออะไร
แคดเมี่ยม
(Cadmium)
เป็นโลหะชนิดหนึ่งที่ถูกค้นพบตั้งแต่ปี ค.ศ.
1817
แต่ถูกนำมาใช้ประโยชน์เป็นงานอุตสาหกรรม เมื่อราว
50
ปีก่อนนี้เอง และปัจจุบันโลหะแคดเมี่ยมเป็นโลหะที่ใช้มากเนื่องจากสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง
เช่น ใช้อาบเหล็กและเหล็กกล้า
เพื่อป้องกันสนิมใช้ผสมทองแดงทำลวดตัวนำไฟฟ้า
ผสมอลูมิเนียมใช้ในการหล่อแบน ผสมกับเงินมิให้ดำง่าย
ใช้แทนดีบุกทำโลหะบัดกรีและที่สำคัญ คือ
มีกันมากในอุตสาหกรรมสร้างฝาการหล่อแบบ
ผสมกับเงินมิให้ดำง่าย ใช้แทนดีบุกทำโลหะบัดกรี
ที่สำคัญคือ
ใช้กันมากในอุตสาหกรรมสร้างฝาประกบเพลารถยนต์ยังพบในอุตสาหกรรมชุบสังกะสี
ใช้แคดเมี่ยมผสมกับโลหะอื่น เพื่อเพิ่มความเหนียว
และทนทานต่อการสึกกร่อน
ใช้ทำแบตเตอรี่อัลคาไลท์ โดยการใช้ร่วมกับนิเกิล
ใช้ทำเม็ดสี พลาสติก ยาง หมึกพิมพ์
ใช้ในเตาปฏิกรณ์ปรมาณู
เป็นตัวควบคุมอัตราการแตกตัวของสารกัมมันตรังสี
ใช้ในกิจการถ่ายรูป ใช้ในเครื่องแปลงไฟฟ้า
ใช้ทำที่ดีดปลั๊กนิรภัยหม้อไอน้ำ และฟิวส์ไฟฟ้า
ใช้ประกอบทำสารกำจัดแมลงบางชนิด
พบใช้ในลวดเงินเชื่อมด้วย และแหล่งที่มีแคดเมี่ยมมากอีกแหล่งคือ
การทำเหมืองแร่ และกาวหลอมโลหะ เช่น ตะกั่ว ทองแดง
และสังกะสี และอื่น ๆ
เกลือของแคดเมี่ยมละลายได้ช้าในกรดเกลือเจือจาง
นอกจากนี้โลหะแคดเมี่ยมยังมีอยู่ในสินแร่
Greenokite
ในลักษณะของแคดเมี่ยมซัลไฟด์
(Cds)
โดยมาโลหะแคดเมี่ยมมักเป็นผลพลอยได้จากการถลุงแร่สังกะสีเนื่องจากโลหะระเหยได้ง่ายกว่าสังกะสี
ดังนั้นในการกลั่นสังกะสีจากเตาที่ใช้ถลุงสังกะสีส่วนแรก ๆ
ของผลการกลั่นออกมาจึงมีผลแคดเมี่ยมอยู่เป็นจำนวนมาก
แคดเมี่ยมเป็นโลหะอ่อนที่มีจุดหลอมเหลวต่ำ
(302
ซ.)
มีความถ่วงจำเพาะ
8.65
ถ้าเอาแคดเมี่ยมมาเผาจะได้แคดเมี่ยมออกไซด์ซึ่งมีสีน้ำตาล
แคดเมี่ยมเป็นโลหะที่มีคุณสมบัติอ่อนนุ่ม งอได้
เหนียววัดได้ มีสีขาวเงิน ทนทานต่อกรดสูง
ระบาดวิทยา
โรคที่เกิดขึ้นจากพิษของแคดเมี่ยมในประเทศของเราเท่าที่ทราบยังมีรายงานน้อย
ที่พบมีรายงานที่ประเทศญี่ปุ่น
เมื่อครั้งหลังสงครามโลกครั้งที่
2
เป็นการเกิดพิษแคดเมี่ยมแบบเรื้อรังในชาวญี่ปุ่นซึ่งเรียกโรคนี้ว่า
โรคอิไต อิไต
(itai
itai)
มีความหมายว่า
Ouch-Ouch
อาการของโรคนี้ในเริ่มแรกจะเจ็บปวดที่กระดูกตามส่วนต่าง ๆ
ของร่างกาย กระดูกสันหลัง กระดุกซี่โครง กระดุกขา
กระดูกแขน ต่อมาจะทำให้กระดูกเสียรูปทรงไปจากเดิม
และทำให้เกิดกระดูกแตกและหักได้ง่าย
ทำให้ชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้กับแม่น้ำยินชุเสียชีวิตไปกว่า
100
คน สาเหตุของการเกิดเป็นพิษของแคดเมี่ยมเหิดจากโรงงานอุตสาหกรรมที่ผลิตทองแดง
ตะกั่ว สังกะสี ปล่อยน้ำเสียลงสู่แม่น้ำ แคดเมี่ยมที่เกิดจากการถลุงสังกะสี
เจือปนในน้ำ และไหลเข้าไปหล่อเลี้ยงข้าวในนา
ทำให้ชาวนาในบริเวณนั้นได้รับแคดเมี่ยมเป็นจำนวนมาก
จากการศึกษาพบว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณของแคดเมี่ยมในข้าวบริเวณนั้นกับการเกิดโรคและมีพบที่เกาะซูชิ
ซึ่งเกิดจากการระบายน้ำของโรงงานผลิตสังกะสีที่มีแคดเมี่ยมเจือปน
และยังพบในผู้ที่ทำงานเหมืองแร่มิดซุยในญี่ปุ่นอีกด้วย
สำหรับการเกิดพิษแคดเมี่ยมแบบเฉียบพลัน มีค่อนข้างน้อย
ส่วนใหญ่เกิดจากการกินแคดเมี่ยมเข้าไปโดยอุบัติเหตุ
ซึ่งจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนอย่างรุนแรง
และมีการอาเจียนเป็นเลือด และเกิดจากการหายใจเอาควันของแคดเมี่ยม
ซึ่งจะทำให้ปอดอักเสบอย่าเฉียบพลัน หายใจติดขัด เป็นโรค
Metal fume fever
หรือโรคไข้ควันโลหะ มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ ไอ
เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศรีษะ
ปวดเมื่อยตามตัว ท้องเสีย เจ็บบริเวณท้องส่วนบน
มีปริมาณโปรตีนในปัสสาวะมาก เนื่องจากเสียโปรตีน
มีเสียงผิดปกติที่ปอดแบบปอดมีน้ำ
และมีภาพรังสีทรวงอกเปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจหายภายใน
1
วัน หรือหลายสัปดาห์ ถ้าปอดบวมน้ำมากอาจเสียชีวิตได้
กลุ่มที่เสี่ยงต่อการเกิดพิษแคดเมี่ยม
ผู้ที่มีโอกาสสัมผัสหรือเสี่ยงกับสารชนิดนี้ ได้แก่
ผู้ปฏิบัติงานที่ทำงานประจำใกล้ชิดกับโลหะแคดเมี่ยมซึ่งมักพบได้เสมอในโรงงานที่ผลิตแบตเตอรี่หรือเตรียมสีต่าง
ๆ จะมีโอกาสเสี่ยงต่อความเป็นพิษแคดเมี่ยม
ซึ่งพอจำแนกกลุ่มผู้ทำงานที่เสี่ยงต่อการเกิดพิษแคดเมี่ยมได้ดังนี้
-
งานไฟฟ้า
-
งานเหมืองแร่
-
งานเชื่อมโลหะ
-
งานสี
-
งานผลิตแบตเตอรี่อัลคาไลน์
-
งานหลอมโลหะ
-
งานชุบสังกะสี
-
งานอื่น ๆ
ทางที่แคดเมี่ยมเข้าสู่ร่างกายและทางออก
แคดเมี่ยมเข้าสู่ร่างกายโดยการติดปนเปื้อนไปกับมือ หน้า
และอวัยวะส่วนต่าง ๆ หรืออาหารและเครื่องดื่ม
เข้าสู่ทางเดินอาหาร ซึ่งถ้าในทางเดินอาหารมีแคลเซี่ยมต่ำ
จะทำให้มีการดูดซึมแคดเมี่ยมเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น
และโดยการหายใจเอาฝุ่น หรือควันของแคดเมี่ยมเข้าสู่ปอด
และดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้
แคดเมี่ยมที่ดูดซึมเข้าร่างกายแล้วไม่สามารถถูกขับออกจากร่างกายทางปัสสาวะได้ง่าย
วิธีการเกิดพิษ
จากการศึกษาพบว่าการดูดซึมของแคดเมี่ยมในระบบทางเดินอาหารเป็นไปได้น้อยมากประมาณร้อยละ
5-10
ของปริมาณแคดเมี่ยมที่กินเข้าไป การดูดซึมแคดเมี่ยมในลำไส้จะดีขึ้นถ้าปริมาณ
Calcuim
ในอาหารต่ำ การดูดซึมแคดเมี่ยมในปอดโดยการหายใจสูดดมแคดเมี่ยมจะถูกดูดซึมได้มากขึ้นถึงร้อยละ
10-40
แคดเมี่ยมเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิตโดยจะไปจับกับ
แกรมม่า-globulin
และมีแคดเมี่ยมบางส่วนจะไปจับกับฮีโมโกบิน
หรือ
metallothionein
ในเม็ดเลือดแดงแคดเมี่ยมจะไปสะสมอยู่ในไตเป็นส่วนใหญ่
ส่วนน้อยจะไปสะสมที่ตับอ่อนและต่อมธัยรอยด์
มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ขับถ่ายออกทางปัสสาวะ
แคดเมี่ยมที่เข้าสู่ร่างกายจะหายไปจากเลือดอย่างรวดเร็ว
และไปสะสมที่ไต
ในการตรวจเพื่อเฝ้าระวังปัญหาพิษจากแคดเมี่ยมจึงไม่ใช้การตรวจหาปริมาณแคดเมี่ยมในเลือดหรือในปัสสาวะ
แต่ใช้การตรวจปริมาณโปรตีนที่ขับออกมาในปัสสาวะ
โดยเฉพาะเบตาไมโครโกรบูลิน
ถ้าในร่างกายมนุษย์มีปริมาณของแคดเมี่ยมสูงจะทำให้เกิดอันตรายต่อไตขึ้นได้โดยที่จะทำให้เกิดการทำลายเนื้อไต
ทำให้มีโปรตีน กรดอะมิโนและน้ำตาลออกมาทางปัสสาวะ
การขับถ่ายแคลเซียมออกมาทางปัสสาวะนาน ๆ
จะทำให้เกิดกรดกระดูกผุและแตกได้
การเป็นพิษของแคดเมี่ยมนั้นเข้าใจว่าเกิดจากแคดเมี่ยมไปแทนที่สังกะสีซึ่งเป็นส่วนประกอบของเอนไซม์บางชนิดในร่างกายทำให้เอนไซม์เหล่านั้นไม่สามารถทำงานได้
การป้องกันและควบคุมโรคพิษแคดเมี่ยม
1.
ใช้สารทดแทนในกรณีที่ทำได้ และลดปริมาณการใช้
ตลอดจนมีแผนการใช้แคดเมี่ยมในการผลิตที่ดี ใช้น้อยที่สุด
ไม่ทำให้เหลือทิ้ง และมีการนำกลับมาใช้
2.
ให้ความรู้แก่ผู้ทำงานทุกระดับที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของพิาแคดเมี่ยม
และการป้องกัน
3.
เก็บไว้ในที่แยกที่ปลอดภัย และมีป้ายบอกชื่อ
และเตือนภัยอย่างชัดเจน
หรือแผ่นข้อมูลเพื่อความปลอดภัยในการใช้แคดเมี่ยม
4.
มีระบบการกำจัดฝุ่น ควัน ที่ดี ถูกต้อง มีประสิทธิภาพ
เดินเครื่องและบำรุงรักษาด้วย
5.
มีการใช้อุปกรณ์ป้องกันสุขภาพในกรณีจำเป็น เช่น
หน้ากากที่ได้รับการรับรองแล้ว ชุดทำงาน ฯ
6.
มีโรงอาหาร ที่ดื่มน้ำ ล้างมือ ล้างหน้า อาบน้ำ
สระผม ที่เปลี่ยนชุดทำงาน
พร้อมที่เก็บอุปกรณ์ความปลอดภัย
และชุดทำงานส่วนบุคคลอย่างเพียงพอ
7.
ส่งเสริมให้มีผู้ทำงานมีอนามัยส่วนบุคคลที่ดี ได้แก่
การเปลี่ยนชุดปฏิบัติงาน ล้างมือ ล้างหน้า อาบน้ำ
สระผล อย่างเหมาะสม และถูกต้อง
และถ้าต้องใช้อุปกรณ์ป้องกันตน ควรให้ใช้ด้วย
8.
มีการตรวจสุขภาพทางอาชีวเวชศาสตร์ให้สอดคล้องกับปัญหาจากแคดเมี่ยมอย่างสม่ำเสมอ
เพื่อการค้นพบความผิดปกติจากแคดเมี่ยมได้ในระยะเริ่มต้น
ได้แก่
การดำเนินงานทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาพิษแคดเมี่ยม
และการตรวจหาโปรตีนเบตาไมโครโกลบูลินในปัสสาวะ
ไม่จำเป็นต้องตรวจหาแคดเมี่ยมในเลือดหรือปัสสาวะ
เพราะไม่สามารถชี้ปัญหาได้ |