Header image
 
 
line decor
  HOME  ::  
line decor
 

 
พ.ญ.อรพรรณ์ เมธาดิลกกุล
สำนักงานอาชีวเวชศาสตร์และสิ่งแวดล้อม
 

โรคพิษแคดเมี่ยม  


โรคพิษแคดเมี่ยม คืออะไร

           โรคพิษแคดเมี่ยม  เป็นโรคที่เกิดจากร่างกายได้รับแคดเมี่ยม  และแคดเมี่ยมได้ทำลาย  ไต  กระดูก  ระบบเลือด  ปอด  กระเพาะปัสสาวะ  และอวัยวะอื่น ๆ โดยมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  โรคอิไต อิไต (itai itai)  ซึ่งเป็นโรคที่มีอาการปวดในกระดูกมากเป็นสำคัญ  กระดูกเสื่อม  เสียรูปและมีอาการร่วมอื่น ๆ อีกมากมาย  ได้แก่  อาการเพลีย  น้ำหนักลด  คลื่นไส้อาเจียน  ไอเรื้อรัง  มีวงสีเหลือง  หรือ Yellow  ring  ที่ฟัน  มีภาวะเลือดจาง  เกิดความดันโลหิตสูง  ทำให้เกิดภาวะเส้นเลือดอักเสบ  และแคดเมี่ยมยังทำให้เกิดมะเร็งของต่อมลูกหมากได้ 

แคดเมี่ยมคืออะไร

          แคดเมี่ยม (Cadmium)  เป็นโลหะชนิดหนึ่งที่ถูกค้นพบตั้งแต่ปี ค.. 1817  แต่ถูกนำมาใช้ประโยชน์เป็นงานอุตสาหกรรม  เมื่อราว 50 ปีก่อนนี้เอง  และปัจจุบันโลหะแคดเมี่ยมเป็นโลหะที่ใช้มากเนื่องจากสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง  เช่น  ใช้อาบเหล็กและเหล็กกล้า  เพื่อป้องกันสนิมใช้ผสมทองแดงทำลวดตัวนำไฟฟ้า  ผสมอลูมิเนียมใช้ในการหล่อแบน  ผสมกับเงินมิให้ดำง่าย  ใช้แทนดีบุกทำโลหะบัดกรีและที่สำคัญ  คือ  มีกันมากในอุตสาหกรรมสร้างฝาการหล่อแบบ  ผสมกับเงินมิให้ดำง่าย  ใช้แทนดีบุกทำโลหะบัดกรี

                 ที่สำคัญคือ ใช้กันมากในอุตสาหกรรมสร้างฝาประกบเพลารถยนต์ยังพบในอุตสาหกรรมชุบสังกะสี  ใช้แคดเมี่ยมผสมกับโลหะอื่น  เพื่อเพิ่มความเหนียว  และทนทานต่อการสึกกร่อน  ใช้ทำแบตเตอรี่อัลคาไลท์  โดยการใช้ร่วมกับนิเกิล  ใช้ทำเม็ดสี  พลาสติก  ยาง  หมึกพิมพ์  ใช้ในเตาปฏิกรณ์ปรมาณู  เป็นตัวควบคุมอัตราการแตกตัวของสารกัมมันตรังสี  ใช้ในกิจการถ่ายรูป  ใช้ในเครื่องแปลงไฟฟ้า  ใช้ทำที่ดีดปลั๊กนิรภัยหม้อไอน้ำ  และฟิวส์ไฟฟ้า  ใช้ประกอบทำสารกำจัดแมลงบางชนิด  พบใช้ในลวดเงินเชื่อมด้วย  และแหล่งที่มีแคดเมี่ยมมากอีกแหล่งคือ  การทำเหมืองแร่  และกาวหลอมโลหะ  เช่น  ตะกั่ว  ทองแดง  และสังกะสี และอื่น ๆ

          เกลือของแคดเมี่ยมละลายได้ช้าในกรดเกลือเจือจาง  นอกจากนี้โลหะแคดเมี่ยมยังมีอยู่ในสินแร่  Greenokite  ในลักษณะของแคดเมี่ยมซัลไฟด์  (Cds)  โดยมาโลหะแคดเมี่ยมมักเป็นผลพลอยได้จากการถลุงแร่สังกะสีเนื่องจากโลหะระเหยได้ง่ายกว่าสังกะสี  ดังนั้นในการกลั่นสังกะสีจากเตาที่ใช้ถลุงสังกะสีส่วนแรก ๆ ของผลการกลั่นออกมาจึงมีผลแคดเมี่ยมอยู่เป็นจำนวนมาก

แคดเมี่ยมเป็นโลหะอ่อนที่มีจุดหลอมเหลวต่ำ (302 .)  มีความถ่วงจำเพาะ  8.65  ถ้าเอาแคดเมี่ยมมาเผาจะได้แคดเมี่ยมออกไซด์ซึ่งมีสีน้ำตาล  แคดเมี่ยมเป็นโลหะที่มีคุณสมบัติอ่อนนุ่ม  งอได้  เหนียววัดได้  มีสีขาวเงิน  ทนทานต่อกรดสูง

ระบาดวิทยา

          โรคที่เกิดขึ้นจากพิษของแคดเมี่ยมในประเทศของเราเท่าที่ทราบยังมีรายงานน้อย  ที่พบมีรายงานที่ประเทศญี่ปุ่น  เมื่อครั้งหลังสงครามโลกครั้งที่ เป็นการเกิดพิษแคดเมี่ยมแบบเรื้อรังในชาวญี่ปุ่นซึ่งเรียกโรคนี้ว่า  โรคอิไต  อิไต  (itai itai)  มีความหมายว่า  Ouch-Ouch  อาการของโรคนี้ในเริ่มแรกจะเจ็บปวดที่กระดูกตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย  กระดูกสันหลัง  กระดุกซี่โครง  กระดุกขา  กระดูกแขน  ต่อมาจะทำให้กระดูกเสียรูปทรงไปจากเดิม  และทำให้เกิดกระดูกแตกและหักได้ง่าย  ทำให้ชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้กับแม่น้ำยินชุเสียชีวิตไปกว่า 100 คน  สาเหตุของการเกิดเป็นพิษของแคดเมี่ยมเหิดจากโรงงานอุตสาหกรรมที่ผลิตทองแดง  ตะกั่ว  สังกะสี  ปล่อยน้ำเสียลงสู่แม่น้ำ  แคดเมี่ยมที่เกิดจากการถลุงสังกะสี  เจือปนในน้ำ  และไหลเข้าไปหล่อเลี้ยงข้าวในนา  ทำให้ชาวนาในบริเวณนั้นได้รับแคดเมี่ยมเป็นจำนวนมาก  จากการศึกษาพบว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณของแคดเมี่ยมในข้าวบริเวณนั้นกับการเกิดโรคและมีพบที่เกาะซูชิ  ซึ่งเกิดจากการระบายน้ำของโรงงานผลิตสังกะสีที่มีแคดเมี่ยมเจือปน  และยังพบในผู้ที่ทำงานเหมืองแร่มิดซุยในญี่ปุ่นอีกด้วย         

          สำหรับการเกิดพิษแคดเมี่ยมแบบเฉียบพลัน  มีค่อนข้างน้อย  ส่วนใหญ่เกิดจากการกินแคดเมี่ยมเข้าไปโดยอุบัติเหตุ  ซึ่งจะมีอาการคลื่นไส้  อาเจียนอย่างรุนแรง  และมีการอาเจียนเป็นเลือด  และเกิดจากการหายใจเอาควันของแคดเมี่ยม  ซึ่งจะทำให้ปอดอักเสบอย่าเฉียบพลัน  หายใจติดขัด  เป็นโรค  Metal fume fever  หรือโรคไข้ควันโลหะ  มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่  ไอ เบื่ออาหาร  คลื่นไส้  อาเจียน  ปวดศรีษะ  ปวดเมื่อยตามตัว  ท้องเสีย  เจ็บบริเวณท้องส่วนบน  มีปริมาณโปรตีนในปัสสาวะมาก  เนื่องจากเสียโปรตีน  มีเสียงผิดปกติที่ปอดแบบปอดมีน้ำ  และมีภาพรังสีทรวงอกเปลี่ยนแปลง  ซึ่งอาจหายภายใน 1 วัน  หรือหลายสัปดาห์  ถ้าปอดบวมน้ำมากอาจเสียชีวิตได้

 กลุ่มที่เสี่ยงต่อการเกิดพิษแคดเมี่ยม         

          ผู้ที่มีโอกาสสัมผัสหรือเสี่ยงกับสารชนิดนี้  ได้แก่  ผู้ปฏิบัติงานที่ทำงานประจำใกล้ชิดกับโลหะแคดเมี่ยมซึ่งมักพบได้เสมอในโรงงานที่ผลิตแบตเตอรี่หรือเตรียมสีต่าง ๆ จะมีโอกาสเสี่ยงต่อความเป็นพิษแคดเมี่ยม  ซึ่งพอจำแนกกลุ่มผู้ทำงานที่เสี่ยงต่อการเกิดพิษแคดเมี่ยมได้ดังนี้   

งานไฟฟ้า               -  งานเหมืองแร่ งานเชื่อมโลหะ         -  งานสี

งานผลิตแบตเตอรี่อัลคาไลน์     -  งานหลอมโลหะ        -  งานชุบสังกะสี         -  งานอื่น ๆ

 ทางที่แคดเมี่ยมเข้าสู่ร่างกายและทางออก 

          แคดเมี่ยมเข้าสู่ร่างกายโดยการติดปนเปื้อนไปกับมือ  หน้า  และอวัยวะส่วนต่าง ๆ หรืออาหารและเครื่องดื่ม  เข้าสู่ทางเดินอาหาร  ซึ่งถ้าในทางเดินอาหารมีแคลเซี่ยมต่ำ  จะทำให้มีการดูดซึมแคดเมี่ยมเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น  และโดยการหายใจเอาฝุ่น  หรือควันของแคดเมี่ยมเข้าสู่ปอด  และดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้    แคดเมี่ยมที่ดูดซึมเข้าร่างกายแล้วไม่สามารถถูกขับออกจากร่างกายทางปัสสาวะได้ง่าย 

วิธีการเกิดพิษ 

          จากการศึกษาพบว่าการดูดซึมของแคดเมี่ยมในระบบทางเดินอาหารเป็นไปได้น้อยมากประมาณร้อยละ 5-10 ของปริมาณแคดเมี่ยมที่กินเข้าไป  การดูดซึมแคดเมี่ยมในลำไส้จะดีขึ้นถ้าปริมาณ Calcuim  ในอาหารต่ำ  การดูดซึมแคดเมี่ยมในปอดโดยการหายใจสูดดมแคดเมี่ยมจะถูกดูดซึมได้มากขึ้นถึงร้อยละ 10-40

          แคดเมี่ยมเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิตโดยจะไปจับกับ  แกรมม่า-globulin  และมีแคดเมี่ยมบางส่วนจะไปจับกับฮีโมโกบิน  หรือ metallothionein  ในเม็ดเลือดแดงแคดเมี่ยมจะไปสะสมอยู่ในไตเป็นส่วนใหญ่  ส่วนน้อยจะไปสะสมที่ตับอ่อนและต่อมธัยรอยด์  มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ขับถ่ายออกทางปัสสาวะ  แคดเมี่ยมที่เข้าสู่ร่างกายจะหายไปจากเลือดอย่างรวดเร็ว  และไปสะสมที่ไต  ในการตรวจเพื่อเฝ้าระวังปัญหาพิษจากแคดเมี่ยมจึงไม่ใช้การตรวจหาปริมาณแคดเมี่ยมในเลือดหรือในปัสสาวะ  แต่ใช้การตรวจปริมาณโปรตีนที่ขับออกมาในปัสสาวะ  โดยเฉพาะเบตาไมโครโกรบูลิน

           ถ้าในร่างกายมนุษย์มีปริมาณของแคดเมี่ยมสูงจะทำให้เกิดอันตรายต่อไตขึ้นได้โดยที่จะทำให้เกิดการทำลายเนื้อไต  ทำให้มีโปรตีน  กรดอะมิโนและน้ำตาลออกมาทางปัสสาวะ  การขับถ่ายแคลเซียมออกมาทางปัสสาวะนาน ๆ จะทำให้เกิดกรดกระดูกผุและแตกได้  การเป็นพิษของแคดเมี่ยมนั้นเข้าใจว่าเกิดจากแคดเมี่ยมไปแทนที่สังกะสีซึ่งเป็นส่วนประกอบของเอนไซม์บางชนิดในร่างกายทำให้เอนไซม์เหล่านั้นไม่สามารถทำงานได้ 

การป้องกันและควบคุมโรคพิษแคดเมี่ยม

1.      ใช้สารทดแทนในกรณีที่ทำได้  และลดปริมาณการใช้  ตลอดจนมีแผนการใช้แคดเมี่ยมในการผลิตที่ดี  ใช้น้อยที่สุด  ไม่ทำให้เหลือทิ้ง  และมีการนำกลับมาใช้

2.      ให้ความรู้แก่ผู้ทำงานทุกระดับที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของพิาแคดเมี่ยม  และการป้องกัน

3.      เก็บไว้ในที่แยกที่ปลอดภัย  และมีป้ายบอกชื่อ  และเตือนภัยอย่างชัดเจน  หรือแผ่นข้อมูลเพื่อความปลอดภัยในการใช้แคดเมี่ยม

4.      มีระบบการกำจัดฝุ่น  ควัน  ที่ดี  ถูกต้อง  มีประสิทธิภาพ  เดินเครื่องและบำรุงรักษาด้วย

5.      มีการใช้อุปกรณ์ป้องกันสุขภาพในกรณีจำเป็น  เช่น  หน้ากากที่ได้รับการรับรองแล้ว  ชุดทำงาน ฯ

6.      มีโรงอาหาร  ที่ดื่มน้ำ  ล้างมือ  ล้างหน้า  อาบน้ำ  สระผม  ที่เปลี่ยนชุดทำงาน  พร้อมที่เก็บอุปกรณ์ความปลอดภัย  และชุดทำงานส่วนบุคคลอย่างเพียงพอ

7.      ส่งเสริมให้มีผู้ทำงานมีอนามัยส่วนบุคคลที่ดี  ได้แก่  การเปลี่ยนชุดปฏิบัติงาน  ล้างมือ  ล้างหน้า  อาบน้ำ  สระผล  อย่างเหมาะสม  และถูกต้อง  และถ้าต้องใช้อุปกรณ์ป้องกันตน  ควรให้ใช้ด้วย

8.      มีการตรวจสุขภาพทางอาชีวเวชศาสตร์ให้สอดคล้องกับปัญหาจากแคดเมี่ยมอย่างสม่ำเสมอ  เพื่อการค้นพบความผิดปกติจากแคดเมี่ยมได้ในระยะเริ่มต้น  ได้แก่  การดำเนินงานทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาพิษแคดเมี่ยม  และการตรวจหาโปรตีนเบตาไมโครโกลบูลินในปัสสาวะ  ไม่จำเป็นต้องตรวจหาแคดเมี่ยมในเลือดหรือปัสสาวะ  เพราะไม่สามารถชี้ปัญหาได้