การปรับเพดานเงินเดือนใหม่ของพนักงาน

               บริษัทและสหภาพแรงงานฯ ได้ร่วมกันจัดทำระบบโครงสร้างค่าจ้างของพนักงานในโรงงานโดยกำหนดพนักงานเป็น 7 ระดับ  และกำหนดอัตราค่าจ้างต่ำสุด และสูงสุดของค่าจ้างตั้งแต่ระดับ 1 – 7 ไว้เพื่อเป็นแนวทางในการปรับค่าจ้างประจำปีให้แก่พนักงาน  โดยเพดานเงินเดือนดังกล่าวจะใช้เป็นเวลา 4 ปี เมื่อครบกำหนด 4 ปี คณะกรรมการโครงสร้างค่าจ้างซึ่งประกอบด้วยกรรมการฝ่ายสหภาพฯ และ บริษัทฝ่ายละ 5 คน จะทำการกำหนดอัตราค่าจ้างต่ำสุด – สูงสุดใหม่เพื่อบังคับใช้ต่อไปอีก 4 ปี
สำหรับเพดานเงินเดือนหรืออัตราค่าจ้างต่ำสุด - สูงสุดของแต่ละระดับ (ระดับที่ 1 – 7) ซึ่งใช้มาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2548 – วันที่ 31 ธันวาคม 2551 มีอัตราค่าจ้างต่ำสุด และสูงสุด ดังนี้
(ตารางที่ 1)

ระดับ

ค่าจ้าง / เดือน

 

 

ต่ำสูด

สูงสุด

1

154 / วัน
(อัตราค่าจ้างขึ้นต่ำ)

12,115

2

5,280

13,371

3

5,780

14,626

4

6,780

17,764

5

7,780

20,903

6

8,780

25,924

7

12,780

42,242

เนื่องจากเพดานเงินเดือนข้างต้นได้ใช้มาเป็นเวลา 4 ปีแล้ว  คณะกรรมการโครงสร้างค่าจ้างจะต้องทำการปรับเพดานเงินใหม่ดังนี้ในวันที่ 12 ตุลาคม 2552  คณะกรรมการโครงสร้างค่าจ้างระบบจำแนกตำแหน่งซึ่งประกอบด้วย กรรมการฝ่ายสหภาพฯ และกรรมการฝ่ายบริษัท ฝ่ายละ 5 คน ได้ทำการประชุมร่วมกันและมีมติให้ปรับอัตราค่าจ้างต่ำสุด - สูงสุดของแต่ละระดับ (ระดับ 1 - 7) ใหม่ ตามบันทึกการประชุมของคณะกรรมการโครงสร้างค่าจ้าง ดังนี้ คือ
บันทึกการประชุมของคณะกรรมการ“โครงสร้างค่าจ้างระบบจำแนกตำแหน่ง” เรื่อง การปรับอัตราค่าจ้างสูงสุดของแต่ละระดับ (ทุก 4 ปี)
                บันทึกการประชุมนี้ทำขึ้นเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2552 โดยทั้งสองฝ่ายซึ่งประกอบด้วยตัวแทนของฝ่ายบริษัทฯ และสหภาพแรงงานได้ข้อสรุปเกี่ยวกับปีของดัชนีผู้บริโภคที่จำนำมาใช้ในการคำนวณและการใช้เพดานสูงสุดของปีล่าสุดมาเป็นฐานคำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์โดยใช้สูตรในการคำนวณดังนี้
                ข้อ 1  กำหนดให้นำดัชนีผู้บริโภคของเดือนธันวาคม 2548 (2005) กับดัชนีผู้บริโภคของเดือนธันวาคม 2551 (2008) มาคำนวณหาค่าเปลี่ยนแปลง

CPI เดือนธันวาคม 2551 (122.20) – CPI  เดือนธันวาคม 2547 (113.20) x 100 = 7.95%
----------------------------------------------------
CPI  เดือนธันวาคม 2547  (113.20)

                ข้อ 2 การคำนวณหาอัตราค่าจ้างสูงสุดของแต่ละระดับให้นำอัตราค่าจ้างสูงสูดของเดือนธันวาคม 2551 มาเป็นฐานในการคำนวณ
                ข้อ 3  โครงสร้างค่าจ้างใหม่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2552 ถึง 31 ธันวาคม 2555
                (ตารางที่ 2)          


ระดับ

 

ค่าจ้าง / เดือน

 

 

ต่ำสูด

สูงสุด

1

161 / วัน
(อัตราค่าจ้างขึ้นต่ำ)

13,305

2

5,490

14,661

3

5,990

16,051

4

6,990

19,403

5

7,990

22,791

6

8,990

28,212

7

12,990

45,827

ลงชื่อไว้เป็นหลักฐาน
ผู้แทนบริษัทฯ นายวี.เค. คาปูร์ นายปราโมทย์  พัฒนมงคล นายสุชาติ  เริงรณอาษา นายสิทธิพงษ์ หอเลิศธรรม และนายบรรเทิง จำเริญใหญ่   
ผู้แทนสหภาพฯ นายศรีโพธิ์  วายุพักตร์   นายราม  สุทธิวงษ์ นางสาวไข่มุกข์  จันทโคตร์ นายเฉลย  ชมบุหรั่น และนายเสน่ห์  ชุ่มหฤทัย
ผลที่เกิดขึ้นจากการประชุมและการทำบันทึกการประชุมของคณะกรรมการ “โครงสร้างค่าจ้างระบบจำแนกตำแหน่ง” เรื่อง การปรับอัตราค่าจ้างสูงสุดของแต่ละระดับ (ทุก 4 ปี) เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2552  ทำให้บริษัทต้องไปตรวจสอบเงินเดือนพนักงานทุกคน ณ วันที่ 1 มกราคม 2552 ใหม่เพื่อดูว่า พนักงานแต่ละคนมีเงินเดือนอยู่ในเพดานเงินเดือนใหม่ หรือเงินเดือนเกินเพดานเงินเดือนใหม่ (ตารางที่ 2) หรือไม่? หากเงินเดือนพนักงานยังเหมือนเดิมกล่าวคือ แม้ว่าทำการปรับเพดานเงินเดือนใหม่ตามตารางที่ 2 แล้ว แต่เงินเดือนของพนักงานก็ยังอยู่ในเพดาน หรือเกินเพดานเหมือนเดิมตามตารางที่ 2 บริษัทก็ไม่ต้องทำการแก้ไขเงินเดือนของพนักงาน ณ วันที่ 1 กรกฎาคม 2552 ใหม่  แต่ถ้าไปตรวจสอบเงินเดือนของพนักงาน ณ วันที่ 1 มกราคม 2552  โดยนำเงินเดือนเดิม ไปเทียบตามตารางที่ 2 แล้ว เงินเดือนของพนักงานที่เคยเกินเพดานเงินเดือนตามตารางที่ 1 แต่ไม่เกินเพดานที่ 2 บริษัทก็ต้องคำนวณการปรับค่าจ้างประจำปีให้แก่พนักงานใหม่  จากที่เคยปรับให้โดยการคิดค่าจ้างตามผลการประเมินการทำงานประจำปี 2551 ว่าได้รับการขึ้นค่าจ้างกี่เปอร์เซ็นต์แล้วปรับให้ร้อยละ 55 ของจำนวนเงินที่คำนวณได้
                จากนั้นก็จ่ายให้ร้อยละ 60 ของค่าจ้างที่คำนวณได้ร้อยละ 55 ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2552 บริษัทก็ต้องคำนวณการจ่ายเงินเดือนให้พนักงานที่เงินเดือนไม่ตันเพดานใหม่ เป็นการจ่ายให้ร้อยละ 60 ของค่าจ้างเฉลี่ยของพนักงานในระดับนั้น ๆ แทน ทั้งนี้สหภาพฯ จะได้ทำหนังสือถึงบริษัทเพื่อให้บริษัททำการตรวจสอบเงินเดือนพนักงานทุกคนใหม่ และขอให้สมาชิกทุกคนได้ทำการตรวจสอบเงินเดือนของแต่ละท่านตามตารางเงินเดือนที่ 2 ด้วยหากพบว่าต้องทำการแก้ไขการปรับเงินเดือนให้ใหม่แต่บริษัทไม่ปรับให้ก็ขอให้แจ้งให้สหภาพฯ ทราบด้วย
                เนื่องจากรัฐบาลได้ประกาศใช้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศใหม่  โดยจังหวัดอ่างทองได้รับการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจากวันละ 161 บาท เป็นวันละ 165 บาท โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553  ตามข้อกำหนดของระบบโครงสร้างค่าจ้างกำหนดไว้ว่า “ทุกครั้งที่รัฐบาลประกาศใช้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ของจังหวัดอ่างทอง  บริษัทจะต้องทำการปรับเพิ่มเพดานเงินเดือนสำหรับพนักงานระดับ 1 – ระดับ 7 ทั้งอัตราต่ำสุด และอัตราสูงสุดเท่ากับจำนวนเงินค่าจ้างขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้นต่อเดือน” 
ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553  ค่าจ้างตามเพดานเงินเดือนตามตารางที่ 2 จะต้องปรับเพิ่มขึ้นโดยการเพิ่มค่าจ้างทั้งอัตราค่าจ้างต่ำสุด และ สูงสุดของค่าจ้างระดับ 1 – ระดับที่ 7 อัตราละ 120 บาท ตามจำนวนค่าจ้างขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้นวันละ 4 บาท (เดือนละ 120 บาท) ตารางเพดานเงินเดือนใหม่จะเป็น ดังนี้ คือ
                (ตารางที่ 3)          


ระดับ

 

ค่าจ้าง / เดือน

 

 

ต่ำสูด

สูงสุด

1

165 / วัน
(อัตราค่าจ้างขึ้นต่ำ)

13,425

2

5,610

14,781

3

6,110

16,171

4

7,110

19,523

5

8,110

22,991

6

9,110

28,332

7

13,119

45,947

               ทั้งนี้ ในการปรับค่าจ้างประจำปี 2553 ให้ แก่พนักงานทุกคน บริษัทต้องปรับอัตราค่าจ้างของพนักงานให้ตามเพดานเงินเดือนในตารางที่ 3 โดยสิ่งที่ต้องทำอันดับแรก คือ การสำรวจว่าพนักงานทุกคนมีค่าจ้างสูงกว่าหรือไม่สูงกว่าเพดานเงินเดือนตามตารางที่ 3 จากนั้น จึงทำการปรับค่าจ้างให้ตามข้อกำหนดของระบบโครงสร้างค่าจ้างต่อไป โดยพนักงานที่เงินเดือนไม่สูงกว่าเพดานเงินเดือนจะได้รับการปรับค่าจ้างร้อยละ 8 – 11 ของค่าจ้างเฉลี่ยของพนักงานในแต่ละระดับ ส่วนพนักงานที่มีค่าจ้างสูงกว่าเพดานเงินเดือนจะได้รับการปรับค่าจ้างร้อยละ 8 – 11 ของค่าจ้างของแต่ละคน แต่ได้รับเพียง 55% ของจำนวนเงินที่ประเมินได้จากร้อยละ 8 - 11
                หากสมาชิกอ่านบทความนี้แล้ว มีความสงสัยเกี่ยวกับเรื่องการปรับค่าจ้างประจำปี 2552 – 2553 สอบถามได้ที่กรรมการฯทุกท่าน หากท่านเข้าใจหลักการปรับแล้วเรื่องนี้ไม่ยากแต่อย่างไร ?