มุมกฎหมาย

หญิงไทยกับกฎหมายแรงงานใหม่
          หญิงไทยสมัยก่อนอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน ทำงานบ้านเลี้ยงลูกปรนนิบัติสามี แต่ในปัจจุบัน ขืนอยู่บ้านรอสามีหาเงินคนเดียวมีหวังกินแกลบ จึงต้องออกทำงานหาเงินเอ๊ย หารายได้ช่วยสามีอีกทางหนึ่ง ซึ่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ได้วางกำหนดกฎเกณฑ์คุ้มครองแรงงานหญิงไว้หลายประการ
          ประการแรก ห้ามลูกจ้างหญิงทำงานอันตราย เช่น งานเหมืองแร่ หรืองานก่อสร้างที่ต้องทำใต้ดิน ใต้น้ำ ในถ้ำ ในอุโมงค์ หรือปล่องในภูเขา งานที่ต้องทำบนนั่งร้านสูงกว่าพื้นดินตั้งแต่สิบเมตรขึ้นไป งานผลิตหรือขนส่งวัตถุระเบิดหรือวัตถุไวไฟ เว้นแต่ลูกจ้างหญิงที่ทำงานด้านวิชาชีพ หรือวิชาการที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ จึงจะอนุญาตให้ทำงานด้านการผลิตวัตถุไวไฟได้ (มาตรา 38)
           ประการที่สอง ห้ามลูกจ้างหญิงทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งใน 4 ประเภทคือ
           1. ทำงานช่วง 22.00 – 06.00 น.
           2. ทำงานล่วงเวลาเว้นแต่ลูกจ้างหญิงที่ทำงานในตำแหน่งผู้บริหาร งานวิชาการ งานธุรการ งานบัญชีหรือการเงิน ทำงานล่วงเวลาได้ โดยลูกจ้างหญิงนั้นยินยอมทำ
           3. ทำงานในวันหยุด
           4. ทำงานอันตรายต่อหญิงมีครรภ์อย่างใดอย่างหนึ่งใน 5 อย่าง
              (1) งานเกี่ยวกับเครื่องจักรเครื่องยนต์ที่มีความสั่นสะเทือน
              (2) งานขับเคลื่อนหรือติดไปกับยานพาหนะ
              (3) งานยก แบก หาบ หาม ทูน ลาก หรือเข็นของหนักเกินสิบห้ากิโลกรัม
              (4) งานที่ทำในเรือ
              (5) งานอื่นที่กำหนดในกฎกระทรวง
          ประการที่สาม นายจ้างต้องเปลี่ยนเวลาหรือลดเวลาทำงานเมื่อลูกจ้างหญิงทำงานในช่วงเวลา 24.00 – 06.00 น. แล้วพนักงานตรวจแรงงานเห็นว่าอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้างหญิง เช่น ทำงานเลิกตอนตีสอง แล้วไม่มีหอพัก ไม่มีรถรับส่ง ลูกจ้างหญิงต้องเดินทางกลับคนเดียวเข้าอยู่เปลี่ยว จะเจอเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นไม่อาจเดาได้ พนักงานตรวจแรงงานอาจสั่งให้ลดเวลาทำงานเหลือ 22.00 น. เป็นต้น (มาตรา 40)
           ประการที่สี่ ลูกจ้างหญิงที่มีครรภ์มีสิทธิลาเพื่อคลอดบุตรครรภ์ละไม่เกิน 90 วัน โดยได้รับค่าจ้างจากนายจ้างไม่เกิน 45 วัน (มาตรา 41,57)
           พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานต้องการคุ้ม ครองลูกจ้างหญิงแต่คุ้มครองมากไป ทำให้มีคิดว่ากลาย เป็นข้อจำกัดตัดสิทธิของหญิง เพราะมีข้อจำกัดทั้งลักษณะงานที่ห้ามทำ วันและเวลาที่ห้ามทำ อีกทั้งยังห้ามเลิกจ้างลูกจ้างหญิงเพราะเหตุมีครรภ์อีก ทำให้ลูกจ้างหญิงหางานทำยาก นอกจากนั้นพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานห้ามมิให้มีการล่วงละเมิดทางเพศต่อลูกจ้างหญิง (มาตรา 16) ซึ่งเป็นอีกมาตรการที่ให้ความคุ้มครองแก่แรงงานหญิงด้วย อย่างไรก็ตามหากนายจ้างมีใจที่เป็นธรรมและยอมรับสิทธิของลูกจ้างหญิงดังกล่าวลูกจ้างหญิงก็คงไม่ต้องหางานทำได้ยากอย่างแน่นอน

หนังสือเตือน กับ โทษทางวินัย
          เมื่อเอ่ยถึงหนังสือเตือนก็เข้าใจกันว่า เป็นโทษทางวินัยอย่างหนึ่งที่ใช้ลงโทษลูกจ้างที่กระทำความผิดต่อระเบียบข้อบังคับการทำงาน ก่อนที่จะลงโทษด้วยการ พักงานหรือเลิกจ้างเป็นการต่อไป และกฎหมายคุ้มครองแรงงาน มาตรา 119 ก็กำหนดให้การเลิกจ้างลูกจ้างที่กระทำผิดในเรื่องที่เคยได้รับหนังสือเตือนมาแล้ว นายจ้างมีสิทธิไม่จ่ายค่าชดเชยได้ ยิ่งทำให้เข้าใจว่า หนังสือเตือน คือ โทษทางวินัยอย่างแน่นอน ดังนั้น ในระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานจึงมักกำหนดให้ การตักเตือนเป็นหนังสือ ถือเป็นโทษทางวินัยอย่างหนึ่ง
          แท้จริงแล้ว เรื่อง โทษทางวินัยไม่มีกำหนดไว้ในกฎหมาย เนื่องจาก กฎหมายถือเป็นเรื่องของสัญญา แล้วแต่นายจ้าง-ลูกจ้างจะตกลงกัน หากตกลงกันอย่างไร ก็เป็นไปตามนั้น แต่ด้วยกฎหมายเกรงว่า หากปล่อยให้ตกลงกันเองโดยไม่ควบคุมเสียเลย นายจ้างจะเอาเรื่องความผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ มาเป็นเหตุเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย ลูกจ้างจะเสียเปรียบ กฎหมายจึงต้องกำหนดเป็นข้อยกเว้นไว้ว่า ถ้าจะเลิกจ้างเนื่องจากลูกจ้างกระทำความผิดกรณีไม่ร้ายแรง หากจะไม่จ่ายค่าชดเชย ต้องเคยเตือนลูกจ้างเป็นหนังสือในความผิดนั้น ๆ มาก่อน ทั้งนี้ เพื่อให้การเลิกจ้างมีความชอบธรรมเหมาะสมแก่การไม่จ่ายค่าชดเชยเท่านั้น กฎหมายมิได้คิดไกลถึงขนาดว่า การเตือนเป็นหนังสือ ต้องเป็นโทษทางวินัยแต่อย่างใด
          ความจริง การที่ระเบียบกำหนดให้ การเตือนเป็นหนังสือ ถือเป็นโทษทางวินัยนั้น ก็มีความเหมาะสมอยู่ มีความสะดวกในการใช้งาน และมีประสิทธิภาพสูงกว่าการลงโทษด้วยการสั่งพักงาน ลดค่าจ้าง หรือลดตำแหน่ง เนื่องจาก การลงโทษด้วยการตักเตือนเป็นหนังสือช่วยให้นายจ้างประหยัดค่าชดเชยได้ หากต้องเลิกจ้างลูกจ้างเนื่องจากการกระทำผิดซ้ำในเรื่องเดิม ๆ ใน ขณะที่การลงโทษด้วยการพักงาน การลดค่าจ้าง หรือการลดตำแหน่ง ไม่ช่วยให้นายจ้างประหยัดค่าชดเชยหากต้องเลิกจ้างลูกจ้างที่กระทำผิดซ้ำในเรื่องเดิม เดิม
          แต่ถ้าระเบียบมิได้กำหนดให้ การเตือนเป็นหนังสือ ถือเป็นโทษทางวินัยแล้ว นายจ้างจะตักเตือนลูกจ้างเป็นหนังสือเมื่อลูกจ้างกระทำความผิดได้หรือไม่ ?
เมื่อระเบียบมิได้กำหนดให้การเตือนเป็นหนังสือถือเป็นการลงโทษทางวินัย จึงถือว่า ไม่มีข้อตกลงเรื่องนี้ในสัญญา นายจ้างย่อมไม่อาจนำการเตือนเป็นหนังสือมาถือเป็นการลงโทษทางวินัยได้ แต่ การเตือนเป็นหนังสือเป็นเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้ นายจ้างจึงอาจออกหนังสือเตือนลูกจ้าง เมื่อลูกจ้างกระทำความผิดทางวินัยได้ โดยอ้างตามสิทธิที่มีในกฎหมายคุ้มครองแรงงาน มาตรา 119 ได้โดยชอบ การเตือนเป็นหนังสือจึงอาจเกิดขึ้นพร้อมกับการลงโทษทางวินัยอื่นๆ เช่น การพักงาน หรือ ลดค่าจ้าง ได้โดยไม่ถือเป็นการลงโทษซ้ำซ้อนแต่อย่างใด การเตือนเป็นหนังสือกรณีอาศัยสิทธิตามที่กฎหมายกำหนดให้นี้แม้มิใช่โทษทางวินัย แต่ ก็มีผลโดยชอบ หากลูกจ้างกระทำผิดซ้ำในเรื่องที่เคยเตือนเป็นหนังสือมาแล้ว นายจ้างย่อมเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยได้เช่นกัน