มุมกฎหมาย

ลงบัญชีเท็จ กับ การทุจริตต่อหน้าที่
         ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกับคำว่า ทุจริต เสีย ก่อนว่ามีความหมายอย่างไร คำว่า ทุจริตในกฎหมายแรงงานนั้น ความหมายที่เข้าใจง่าย คือ การโกงนั้นเอง
         มีคดีเรื่องหนึ่ง ลูกจ้างมีหน้าที่ลงบัญชีรายรับรายจ่ายของนายจ้าง ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เงินของนายจ้างสูญหายไป 80,000 บาท จับมือใครดมไม่ได้ ลูกจ้างจึงนำเงินจำนวนนี้ไปลงบัญชีเป็นรายจ่ายของนายจ้าง ก็คือ แต่งบัญชีนั้นเอง
         ปัญหามีอยู่ว่า การนำเงินที่หายไปลงบัญชีไม่ตรงต่อความเป็นจริงเช่นนี้ ถือเป็นการทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่ ?
         บุคคลทั่วไปคงรู้เรื่องบัญชีเพียงว่า การลงบัญชีก็มักจะลงเป็นคู่ เช่น บัญชีเจ้าหนี้คู่กับบัญชีลูกหนี้ บัญชีทรัพย์สินคู่กับบัญชีหนี้สิน บัญชีรายรับคู่กับบัญชีรายจ่าย อะไรทำนองนี้ เมื่อรู้เพียงแค่นี้ก็อดถามไม่ได้ว่า จะลงบัญชีอย่างไรกับเงิน 80,000 บาทที่สูญหายไป เมื่อพิจารณาประเภทบัญชีต่าง ๆ ดูแล้วก็มีบัญชีรายจ่ายนี้แหละที่ใกล้เคียงมากที่สุดที่น่าจะนำเงินจำนวนนี้ไปลงไว้ หากหาที่ลงไม่ได้ตัวเลขรายรับหักรายจ่ายแล้ว ยอดคงเหลือคงไม่สมดุลกัน คงจะเป็นด้วยเหตุนี้หรือเปล่าก็ไม่รู้ ลูกจ้างจึงนำเงินจำนวนนี้ไปลงในบัญชีรายจ่ายเสียเลยตัวเลขในบัญชีจะได้สมดุลกัน การลงบัญชีอย่างนี้ เป็นการลงอย่างเปิดเผย มองอย่างคนไม่รู้บัญชี ไหนๆเงินก็หายไปแล้ว การลงบัญชีไม่ตรงกับข้อเท็จจริง แม้จะเป็นการแต่งบัญชี นายจ้างมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วย นายจ้างก็น่าจะได้รับประโยชน์อยู่บ้างไม่มากก็น้อยที่ตัวเลขในบัญชีตรงกัน หรือไม่ได้ประโยชน์เลยก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร การกระ
ทำของลูกจ้างที่ลงบัญชีไม่ตรงความจริง หากจะเป็นความผิดก็ไม่น่าร้ายแรงอะไร
          เรื่องนี้ศาลฎีกาตัดสินว่า ลูกจ้างลงบัญชีไม่ตรงต่อข้อเท็จจริง เป็นการแต่งบัญชี ถือเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ ก็คือ โกงนั้นแหละ แถมประพฤติชั่วให้อีกกระทงหนึ่งด้วย
         ในสำนวนคดีคงมีข้อเท็จจริงอื่นๆอีกมากที่ชวนให้ศาลตัดสินเช่นนั้น บุคคลทั่วไปคงไม่ทราบ อย่างไรเสียคดีเรื่องนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับบุคคลในแวดวงแรงงานได้ศึกษาเรียนรู้กันว่า ต่อไปอย่าแต่บัญชี
ย้ายสถานประกอบการไปตั้งใหม่ใกล้กับสาขาที่มีอยู่เดิม ผลทางกฎหมายเป็นอย่างไร ?
          การย้ายสถานประกอบการไปรวมกับสาขาที่มีอยู่เดิมก่อนแล้ว ไม่ถือเป็นการย้ายสถานประกอบการไม่ว่าการย้ายนั้นจะไกลเพียงใด หรือ กระทบต่อการดำรงชีวิตของลูกจ้างเพียงใดก็ตาม เนื่องจาก นายจ้างย่อมมีอำนาจบริหารงานสั่งให้ลูกจ้างไปทำงานยังสถานประกอบการอื่นของนายจ้างที่มีอยู่เดิมแล้วได้ตามความเหมาะสม ลูกจ้างจึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาแล้วขอรับค่าชดเชยพิเศษตามที่กฎหมายกำหนด
          กรณีตามปัญหา นายจ้างมีสถานประกอบการอยู่กรุงเทพฯ มีสาขาอยู่จังหวัดระยอง นายจ้างต้องการย้ายสถานประกอบการที่กรุงเทพฯไปอยู่ที่ระยอง แต่ไม่อาจย้ายไปรวมกับสาขาที่มีอยู่เดิมได้ เนื่องจาก มีการใช้พื้นที่เต็มศักยภาพแล้ว ไม่อาจขยายหรือรับเพิ่มได้อีกต่อไป นายจ้างจึงจำเป็นต้องหาพื้นที่ใหม่สำหรับสร้างสถานประกอบการใหม่ ข้อเท็จจริงจึงชัดเจนว่า การย้ายสถานประกอบการจากกรุงเทพฯไประยองครั้งนี้มิใช่การย้ายไปรวมกับสาขาที่มีอยู่เดิม การย้ายอย่างนี้ถือเป็นการย้ายสถานประกอบการแน่นอน ลูกจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาแล้วขอรับค่าชดเชยพิเศษตามที่กฎหมายกำหนดได้
         แต่ ถ้าข้อเท็จจริงเปลี่ยนใหม่เป็นว่าสถานประ กอบการที่สร้างใหม่นั้น ตั้งอยู่ชิดติดกันกับสาขาเดิม ห่างกันแค่มือเอื้อมเดินไปมาหาสู่กันได้สบาย กรณีอย่างนี้จะยังถือว่า เป็นการย้ายสถานประกอบการอยู่อีกหรือไม่ ลูกจ้างจะยังมีสิทธิบอกเลิกสัญญาขอรับค่าชดเชยพิเศษได้อีกหรือไม่ ?
         ถ้าตอบว่า แม้รั้วจะชิดติดกัน แต่ตราบใดที่ไม่รวมกับสาขา กรณีอย่างนี้ยังคงเป็นการย้ายสถานประกอบการเช่นเดิม คำตอบไม่เปลี่ยนแปลง ลูกจ้างก็รับค่าชดเชยพิเศษไป นายจ้างก็คงได้แต่เสียดายที่พื้นที่ในสาขาเต็มเข้าไปรวมไม่ได้เลยต้องเสียค่าชดเชยพิเศษ และคงไม่มีคำถามใดเพิ่มเติม
         แต่ถ้าคำตอบออกมาว่า การย้ายสถานประกอบ การไปตั้งยังที่แห่งใหม่แม้จะมิได้รวมกับสาขาเดิม แต่ก็อยู่ใกล้ชิดติดกันห่างกันเพียงเล็กน้อยเดินไปมาหาสู่กันได้ การบริหารจัดการสถานประกอบการใหม่กับสาขาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน พนักงานทั้งสถานประกอบการใหม่กับสาขาต่างก็พักอาศัยในพื้นที่เดียวกัน กรณีเช่นนี้ ถือเสมือนเป็นการรวมกับสาขาที่มีอยู่เดิม จึงไม่ถือเป็นการย้ายสถานประกอบการ ลูกจ้างไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเพื่อขอรับค่าชดเชยพิเศษตามกฎหมาย
         หากคำตอบเป็นเช่นนี้ก็มีเหตุผลตามสมควร แต่ก็ยังมีคำถามต่อไปอีกว่า แล้วห่างแค่ไหนจึงจะไม่ถือว่า เป็นการรวมกับสาขาที่มีอยู่เดิม ?
         คราวนี้จะแบ่งระยะทางอย่างไรดี ห่างจากสาขาแค่ไหนจึงจะไม่ถือว่ารวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสาขา ความจริง ระยะทางระหว่างสถานประกอบการใหม่กับสาขาเดิมเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งในการพิจารณาว่า การย้ายลักษณะเช่นนี้ควรถือเป็นการย้ายสถานประกอบการตามความใน มาตรา 120 หรือไม่เท่านั้น ใน ทางพิจารณา ข้อเท็จจริงอื่นๆ เช่น การบริหารจัดการ ความเป็นอยู่ของพนักงาน น่าจะมีส่วนช่วยในการวินิจฉัย อย่างไรเสีย เรื่องนี้ สักวันคงมีคำวินิจฉัยของศาลฎีกา ขอให้ติดตามกันต่อไป
สัญญาจ้างกำหนดห้ามท้องถ้าลูกจ้างท้องเลิกจ้างได้หรือไม่ ?
          ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับ ส. ตามสัญญาจ้างพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่ว่าภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันเริ่มสัญญา หาก ส.ตั้งครรภ์ให้ถือว่า ส. ได้บอกเลิกสัญญานี้แล้ว เป็นข้อตกลงที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีผลเป็นการเลิกจ้างเพราะ ส. มีครรภ์ อันขัดต่อ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 43 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ.มาตรา 150
          การปฏิบัติงานบนเครื่องบินเป็นการทำงานในเวลาทำงานปกติของ ส. แม้ค่าชั่วโมงบินที่ ส.ได้รับในแต่ ละเดือนจะมีจำนวนไม่แน่นอนและไม่เท่ากันแต่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างก็จ่ายค่าชั่วโมงบินให้แก่ ส. เมื่อมีการปฏิบัติ งานบนเครื่องบินในแต่ละเดือนทุกเดือน ตามอัตราที่คำนวณจากเวลาที่ได้ปฏิบัติงานบนเครื่องบิน ค่าชั่วโมงบินดังกล่าวจึงเป็นเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่ ส. เป็นการตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้าง สำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมงของวันทำงาน จึงเป็นค่าจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5