แถลงการณ์สหภาพแรงงานไทยเรยอน
ฉบับที่ 2
เรื่อง ชี้แจงเหตุผลของการยุติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงาน
.............................................................................
ตามที่สหภาพแรงงานฯ ได้ยื่นข้อเรียกร้องฯ ต่อบริษัทรวม 30 ข้อ เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2550 และบริษัททำการยื่นข้อเรียกร้องฯ สวนต่อสหภาพแรงงานฯ เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2550 รวม 9 ข้อ ทั้งสองฝ่ายได้ทำการเจรจาต่อรองกันเองรวม 44 ครั้ง และสหภาพแรงงานฯ ได้แจ้งการเกิดข้อพิพาทแรงงานต่อพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2550 พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานได้ทำการไกล่เกลี่ยข้อเรียกร้องฯ ของสองฝ่ายครั้งแรกวันที่ 17 สิงหาคม 2550 และครั้งสุดท้ายวันที่ 1 ตุลาคม 2550 แต่ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้ และสหภาพแรงงานฯ ได้ขอยุติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงานในเวลา 19.00 น. แม้ว่าข้อเรียกร้องฯ ส่วนใหญ่ของสหภาพแรงงานฯ และบริษัทจะได้มีการเจรจาและการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงานจนเป็นที่ยุติแล้ว
สหภาพแรงงานฯ ขอเรียนให้สมาชิกและพนักงานทราบถึงเหตุผลสำคัญที่สหภาพแรงงานฯ ต้องยุติการไกล่เกลี่ยและเจรจาต่อรองกับบริษัทเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2550 เวลา 19.00 น. ให้ทราบดังนี้ คือ
1. ในการเจรจาและไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงานกับบริษัทในข้อ 18.8 ซึ่งสหภาพฯ ขอให้บริษัทเพิ่มพนักงานตำแหน่งคนงานเก็บฝ้ายที่ห้องปฏิบัติการเคมี 1 คน เหตุผลที่สหภาพฯ ขอให้บริษัทรับพนักงานเพิ่มขึ้น 1 คน เพราะบริษัทได้ปรับตำแหน่งคนงานเก็บฝ้าย (ระดับ 2) เป็นพนักงานตำแหน่งเช็คฝ้าย (ระดับ 3) แต่บริษัทกลับให้พนักงานดังกล่าวทำหน้าที่เก็บฝ้าย 3 วัน (ทำงานตำแหน่งเดิม 3วัน) และทำหน้าที่เช็คฝ้าย 3 วัน (ทำงานในตำแหน่งใหม่ 3 วัน) การกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องผิดกฎหมายและไม่ถูกต้องในแง่ของการบริหารจัดการเพราะเป็นการใช้งานต่ำกว่าตำแหน่ง ไม่เป็นธรรมกับพนักงานคนดังกล่าว เนื่องจากต้องทำงานสองตำแหน่ง ในขณะที่พนักงานคนอื่น ๆ ที่อยู่ในตำแหน่งเช็คฝ้าย (ระดับ 3) ทำหน้าที่เช็คฝ้ายเพียงอย่างเดียว หากบริษัทรับพนักงานเก็บฝ้ายเพิ่มขึ้น 1 คน พนักงานคนดังกล่าวก็จะทำหน้าที่เช็คฝ้ายเพียงอย่างเดียวโดยไม่ต้องทำหน้าที่เก็บฝ้าย แต่บริษัทได้ปฏิเสธข้อเสนอของสหภาพฯ โดยอ้างว่าพนักงานคนที่ได้รับการปรับตำแหน่งได้เขียนหนังสือยินยอมไว้กับบริษัทเพื่อที่จะยินยอมทำงานสองตำแหน่ง และได้เสนอให้สหภาพฯ ทำการฟ้องร้องบริษัทได้เลยหากเห็นว่าบริษัททำผิดกฎหมาย
หลังจากการเจรจามายาวนานสหภาพฯ ได้ถอนข้อเสนอที่จะให้บริษัทรับคนงานเก็บฝ้ายเพิ่ม 1 คน โดยขอให้บริษัทให้พนักงานที่ได้รับการปรับตำแหน่งทำหน้าที่เก็บฝ้ายตามตำแหน่งในระดับ 3 เพียงอย่างเดียวแทน แต่บริษัทก็ไม่ยินยอม ยืนยันว่าบริษัทให้ทำคุณประโยชน์แก่พนักงาน สหภาพฯ ไม่สามารถรับข้อเสนอของบริษัทได้เพราะหากยินยอมให้บริษัทใช้งานพนักงานคนเดียวสองตำแหน่งต่อไปบริษัทจะใช้วิธีการนี้กับพนักงานทุกตำแหน่ง เช่น เลื่อนตำแหน่งให้เซมิโอปะเรเตอร์เป็นโอปะเรเตอร์ โดยใช้ให้ทำงานตำแหน่งเซมิโอปะเรเตอร์ 3 วัน และทำงานหน้าที่โอปะเรเตอร์ 3 วัน
2. ข้อเรียกร้องฯ ข้อที่ 18.1 ซึ่งสหภาพฯ ขอให้บริษัทเพิ่มพนักงานที่สปินนิ่งแมทชีน สายการผลิตที่ 1 4 เพิ่มจากกะละ 13 คน เป็นกะละ 14 คน เหตุผลที่สหภาพฯ ขอให้บริษัทเพิ่มพนักงานเนื่องจากตามข้อตกลงฯ ปี พ.ศ. 2547 บริษัทตกลงจัดให้มีพนักงานที่สปินนิ่งแมทชีนกะละ 10 คน แต่เมื่อบริษัทเดินสายการผลิตที่ 4 (ไลน์ 4) บริษัทได้รับพนักงานที่ไลน์ 4 เพียง 3 คน และย้ายพนักงานที่ทำงานไลน์ 1 3 ไปทำงานที่ไลน์ 4 หนึ่งคน ทำให้พนักงานไลน์ 1 3 เหลือ 9 คน และไลน์ 4 มีพนักงาน 4 คน การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่ผิดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างอย่างชัดแจ้ง สหภาพฯ ขอให้บริษัทรับคนงานเพิ่ม 4 ไลน์ เป็น 14 คน เพราะพิจารณาเห็นว่าการที่บริษัทย้ายพนักงานจากไลน์ 1 3 ไปทำงานที่ไลน์ 4 หนึ่งคน แสดงว่าที่ไลน์ 4 ต้องใช้พนักงาน 4 คนจึงจะพอ แต่บริษัทกลับไม่ยินยอม โดยอ้างว่าให้สหภาพฯ แสดงเหตุผลและปริมาณงานให้บริษัทเห็นว่างานมากเพียงไรจึงต้องให้เพิ่มพนักงาน และกล่าวอ้างว่าบริษัทมีข้อมูลที่ยืนยันว่าไลน์ 1 4 สามารถใช้คนงาน 13 คน ก็พอ แต่เมื่อสหภาพฯ ขอให้บริษัทแสดงเหตุผลดังกล่าวบริษัทก็ไม่ยอมแสดงเหตุผลให้สหภาพฯ ทราบ
หลังจากเจรจากันมานาน สหภาพฯ ได้ขอถอนข้อเสนอที่ให้บริษัทรับคนงานเพิ่ม 1 คน โดยขอให้บริษัทปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง กล่าวคือให้พนักงานทำงานที่ไลน์ 1-3 กะละ 10 คน ส่วน ไลน์ 4 ให้ทำกะละ 3 คน เท่าจำนวนที่บริษัทรับพนักงานมาแต่บริษัทก็ยังยืนยันว่าการให้พนักงานทำงาน ณ สถานที่ใดเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารโดยไม่สนใจว่าการกระทำดังกล่าวจะเป็นการกระทำที่ผิดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ตนเองทำไว้กับ สหภาพฯ หรือไม่ ?
จากเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นถือว่าบริษัทละเมิดกฎหมายและไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างจึงทำให้กรรมการสหภาพฯ ตัดสินใจที่จะยุติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงานเพราะพิจารณาเห็นว่าแม้จะนัดหมายเจรจากันในวันที่ 4 ตุลาคม 2550 ตามข้อเสนอของบริษัทแต่ก็เชื่อว่าบริษัทจะยังยืนยันไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างต่อไป แม้ว่าจะยินยอมเจรจาในเรื่องเงินค่าครองชีพ เงินโบนัส และโครงสร้างค่าจ้างก็ตาม นอกจากนั้นฝ่ายบริหารยังผิดคำพูดกับพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานและกรรมการสหภาพฯ ที่เคยบอกว่านายพี.เอ็ม. บาจาจ ประธานบริษัทจะเดินทางมาร่วมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงานด้วยตนเองในวันที่ 27-28 กันยายน 2550 แต่ก็ไม่ได้เข้าร่วมการไกล่เกลี่ยดังกล่าว
สหภาพแรงงานฯ ขอเรียนให้ทราบว่าสหภาพแรงงานฯ เจรจาต่อรองกับบริษัทโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของสมาชิกและพนักงานเป็นสำคัญ และการเจรจาต่อรองต้องอยู่บนพื้นฐานของการเคารพกฎหมาย ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และเคารพศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ด้วย
อนึ่ง สำหรับข้อเรียกร้องของสหภาพฯ ที่สองฝ่ายสามารถตกลงกันได้ 25 ข้อ มีข้อเรียกร้องฯ ที่สหภาพฯ ถอนให้แก่บริษัทถึง 7 ข้อ คือ ข้อ 12. ค่ารักษาพยาบาล ข้อ 13. ความมั่นคงในการทำงานและจ้างงานที่เป็นธรรม (ข้อย่อยที่ 1 และข้อย่อยที่ 2) ข้อ 15. การดำเนินงานของสหภาพฯ - สหกรณ์ฯ ข้อ 16. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ข้อ 19. ในกรณีที่รัฐบาลประกาศใช้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ข้อ 22. การลากิจเพื่อเฝ้าภรรยาคลอด และ ข้อ 23. สวัสดิการเจ้าหน้าที่สหภาพฯ - สหกรณ์ฯ ส่วนข้อที่สามารถตกลงกันได้ 18 ข้อ ในแต่ละข้อที่ตกลงกันได้ก็ได้มากบ้างน้อยบ้างคละเคล้ากันไปไม่ได้มากสูงสุดแต่อย่างไร
สหภาพแรงงานไทยเรยอน
2 ตุลาคม 2550
|