ระเบียบสหภาพแรงงานไทยเรยอน
ว่าด้วย วินัย การสอบสวนและลงโทษเจ้าหน้าที่สหภาพแรงงาน พ.ศ. 2545
อาศัยความตามข้อบังคับสหภาพแรงงานไทยเรยอน ข้อ 22.1 ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสหภาพแรงงานไทยเรยอน ครั้งที่ 25/2545 เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2545 ได้มีมติกำหนดระเบียนสหภาพแรงงานไทยเรยอนว่าด้วยวินัยการสอบสวน การลงโทษสำหรับเจ้าหน้าที่สหภาพแรงงาน ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ระเบียบนี้เรียกว่า ระเบียบสหภาพแรงงานไทยเรยอน ว่าด้วยวินัยการสอบสวนการลงโทษเจ้าหน้าที่สหภาพแรงงาน พ.ศ. 2545
ข้อ 2 ระเบียบนี้ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2545
ข้อ 3 เจ้าหน้าที่สหภาพแรงงาน ต้องรักษาระเบียบวินัยโดยเคร่งครัดอยู่เสมอ ผู้ใดฝ่าฝืนให้ถือว่าผู้นั้นทำผิดระเบียบวินัย จักต้องได้รับโทษตามที่กำหนดอยู่ในระเบียบนี้
ข้อ 4 วินัย ซึ่งเจ้าหน้าที่สหภาพแรงงานต้องรักษามีดังต่อไปนี้
( 1 ) ต้องสนับสนุนการปกครองตามรัฐธรรมนูญด้วยความบริสุทธิ์ใจ
( 2 ) ต้องมีความศรัทธาเชื่อมั่น ในองค์กรของสหภาพแรงงาน
( 3 ) ต้องให้การต้อนรับ ให้คำชี้แจง ความสะดวก ความเป็นธรรม และความอนุเคราะห์ แก่ผู้มาติดต่อในกิจการของสหภาพแรงงานฯ โดยมิชักช้า ต้องสุภาพ เรียบร้อยต่อสมาชิกของสหภาพแรงงานและบุคคลทั่วไปห้ามมิให้ดูถูกเหยียดหยามบุคคลดังกล่าว
( 4 ) ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์เที่ยงธรรม และประพฤติตนอยู่ในความสุจริต ห้ามมิให้กดขี่ข่มเหง หรือเบียดเบียนผู้ใด และห้ามมิให้อาศัยงานในหน้าที่ของตน ไม่ว่าในทางตรงหรือทางอ้อม หาผลประโยชน์แก่ตน และผู้อื่น
( 5 ) ต้องมีความพยายามที่จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอุตสาหะ รวดเร็ว เกิดผลดี และความก้าวหน้าแก่สหภาพแรงงานและสมาชิก ของสหภาพแรงงานและต้องเอาใจใส่ระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของสหภาพแรงงาน
( 6 ) ต้องไม่รายงานเท็จหรือเสนอความเห็นเท็จต่อผู้บังคับบัญชา
( 7 ) ต้องปฎิบัติตามข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง แบบแผน และวิธีการปฏิบัติของสหภาพแรงงาน
( 8 ) ต้องอุทิศเวลาของตนให้แก่กิจการของสหภาพ จะละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ไม่ได้ ทั้งนี้ โดยจะต้องปฏิบัติหน้าที่และตำแหน่ง ในสหภาพแรงงานเพียงแห่งเดียวเท่านั้น ห้ามมิให้กระทำการในสหภาพแรงงานฯ ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทอื่นใด
( 9 ) ต้องสุภาพเรียบร้อยเชื่อฟัง และไม่แสดงความกระด้างกระเดื่องต่อผู้บังคับบัญชา ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ซึ่งสั่งในกิจการของสหภาพแรงงานโดยชอบ
( 10 ) ต้องรักษาชื่อเสียงมิให้ขึ้นชื่อว่าประพฤติชั่ว
ห้ามมิให้ประพฤติตนในทางที่อาจทำให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่และชื่อเสียงของตน เช่น ประพฤติตนเป็นคนเสเพล เสพสุราหรือของมึนเมาอย่างจนไม่สามารถครองสติได้ เสพยาเสพติดให้โทษ มีหนี้สินรุงรัง เล่นการพนัน ประพฤติตนบกพร่องทางศีลธรรม กระทำหรือยินยอมให้คนอื่นกระทำอันอาจจะทำให้เสื่อมเสียศักดิ์ศรีของตำแหน่งหน้าที่
( 11 ) ต้องไม่เสพสุราของมึนเมาในขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นอันขาด
( 12 ) ต้องให้ความร่วมมือช่วยเหลือในกิจการของสหภาพแรงงาน ต้องรักษาความสามัคคี ในบรรดาของผู้อยู่ในวงการสหภาพแรงงาน ผู้ใช้แรงงานทั่วไปและไม่ก่อเหตุอันทำให้เกิดความแตกแยกสามัคคี หรือก่อให้เกิดความกระด้างกระเดื่อง ในบรรดาผู้อยู่ในวงการสหภาพแรงงาน
( 13 ) ต้องร่วมมือประสานงานด้วยดีกับส่วนราชการ และสถาบันอื่นอันเกี่ยวเนื่องกับสหภาพแรงงาน
ข้อ 5 โทษผิดวินัย มี 5 สถาน คือ
- ตักเตือนเป็นหนังสือ
- พักงาน
- ตัดเงินเดือน
- เลิกจ้าง
- ไล่ออก
ข้อ 6 การลงโทษไล่ออกนั้น ให้กระทำในกรณีเจ้าหน้าที่สหภาพแรงงานกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงดัง
ระบุไว้ต่อไปนี้
( 1 ) ปกปิดซ่อนเร้นเป็นปฏิปักษ์ต่อขบวนการแรงงาน หรือสหภาพแรงงานจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย
ต่อสหภาพแรงงาน
( 2 ) ทำความผิด ต้องรับโทษจำคุก โดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ความผิดลหุโทษ หรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาท
( 3 ) ต้องคำพิพากษาให้เป็นคนล้มละลาย
( 4 ) ทุจริตต่อหน้าที่
( 5 ) จงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับฯ และระเบียบของสหภาพแรงงาน เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อสหภาพแรงงานอย่างร้ายแรง
( 6 ) ขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา ซึ่งสั่งในกิจการของสหภาพแรงงานโดยชอบธรรมและการขัดคำสั่งนั้นเป็นเหตุให้เสียหายแก่สหภาพแรงงานอย่างร้ายแรง
( 7 ) ละทิ้งหน้าที่เป็นเหตุให้เสียหายแก่สหภาพแรงงานอย่างร้ายแรง
( 8 ) ประมาทเลินเล่อในหน้าที่เป็นเหตุให้เสียหายแก่สหภาพแรงงานอย่างร้ายแรง
( 9 ) ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตามความในข้อ 4
( 10 ) ดูถูกเหยียดหยาม ผู้มาติดต่อในกิจการของสหภาพแรงงาน หรือกดขี่ ข่มเหง หรือเบียดเบียนสมาชิกสหภาพแรงงาน
( 11 ) ขาดงานติดต่อกันเกินกว่า 3 วัน โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
ข้อ 7 การลงโทษเลิกจ้างให้กระทำในกรณีที่เจ้าหน้าที่สหภาพแรงงานกระทำผิดวินัยเป็นเหตุให้เสียหายแก่สหภาพแรงงาน แต่ไม่ถึงขั้นร้ายแรงดังต่อไปนี้
( 1 ) รายงานเท็จ หรือเสนอความคิดเห็นที่ไม่สุจริตต่อผู้บังคับบัญชา
( 2 ) จงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบของสหภาพแรงงาน
( 3 ) ละทิ้งหน้าที่ประจำ
( 4 ) ประมาทเลินเล่อในหน้าที่เป็นประจำ
( 5 ) ทะเลาะวิวาทกับผู้ร่วมงานเป็นประจำ
( 6 ) ประพฤติตนเป็นที่เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่
ข้อ 8 การลงโทษไล่ออกและเลิกจ้างนั้น ให้ประธานสหภาพแรงงานแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนประกอบด้วยคณะกรรมการบริหารสหภาพแรงงาน สามคนเพื่อสอบสวน
การสอบสวนนั้นให้กระทำให้เสร็จโดยเร็ว อย่างช้าไม่เกินสามสิบวัน นับตั้งแต่วันที่คณะกรรมการสหภาพแรงงานสอบสวนได้ทราบคำสั่ง เว้นแต่คณะกรรมการสอบสวนกำหนดเป็นอย่างอื่น แม้ผู้ถูกกล่าวหาตาย ก่อนการพิจารณาสอบสวนถึงที่สุด ก็ให้สอบสวนต่อไปจนเสร็จเมื่อสอบสวนเสร็จ ให้คณะกรรมการสอบสวนเสนอรายงานพร้อมทั้งสำนวนการสอบสวน ต่อประธานสหภาพแรงงานเพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการบริหารสหภาพแรงงาน พิจารณาต่อไป
ข้อ 9 กรณีต่อไปนี้ ให้ถือว่าเป็นกรณีที่มีความผิดชัดแจ้ง ให้ลงโทษไล่ออก โดยไม่ต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวน
(1 ) ทำความผิดต้องรับโทษจำคุก โดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ความผิดลหุโทษ หรือความผิดอันกระทำโดยประมาท
( 2 ) ต้องคำพิพากษาให้เป็นคนล้มละลาย
( 3 ) ทำความผิดเกี่ยวกับทุจริตต่อหน้าที่ และให้ถ้อยคำสารภาพต่อประธานสหภาพแรงงานหรือคณะกรรมการบริหารสหภาพแรงงานต่อ พนักงานสอบสวนหรือศาล หรือคำพิพากษาถึงทีสุดว่าทำผิดเช่นนั้น แม้จะมิให้จำคุกก็ตาม
( 4 ) ขาดงานติดต่อกันเกิน 3 วัน และประธานสหภาพแรงงานฯ ได้ทำการสอบสวนแล้วมีความเห็นว่าไม่มีเหตุอันสมควร
ในกรณีดังกล่าวให้ผู้ประธานสหภาพแรงงานฯ รายงานพร้อมหลักฐานตามลำดับ ถึงคณะกรรมการบริหารสหภาพฯ เมื่อคณะกรรมการบริหารสหภาพแรงงานมีหลักฐานฟังได้ตามรายงานนั้น ก็ให้ไล่ออกได้
ข้อ 10 เมื่อเจ้าหน้าที่สหภาพแรงงานผู้ใดถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดทางวินัย จนมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน หรือถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดอาญา หรือถูกฟ้องคดีอาญา เว้นแต่ความผิดลหุโทษหรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาท คณะกรรมการสอบสวนมีความเห็นว่า หากผู้นั้นคงอยู่ในหน้าที่จะเป็นการเสียหายแก่สหภาพแรงงาน ก็ให้รายงานตามลำดับขั้น จนถึงประธานสหภาพฯ เพื่อสั่งพักงาน
การพักงานนั้นให้พิจารณาจนกว่าการสอบสวนพิจารณาถึงที่สุด ถ้าการสอบสวนพิจารณาได้ความว่าผู้ถูกสั่งพักงานมิได้กระทำความผิด และไม่มีมลทินมัวหมองก็ดี หรือผู้ถูกสั่งพักได้กระทำผิดวินัยไม่ร้ายแรงก็ดี คณะกรรมการการสอบสวนต้องสั่งให้ผู้นั้นกลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิม หรือตำแหน่งเทียบเท่า ส่วนเงินเดือนหรือค่าจ้างในระหว่างพักงานนั้น ในกรณีแรกให้จ่ายเต็มอัตรา ในกรณีหลังให้จ่ายครึ่งหนึ่ง ถ้าผู้ถูกสั่งพักงานตายก่อนสอบสวนพิจารณาถึงที่สุด ให้จ่ายถึงวันที่ผู้นั้นตาย
ถ้าการสอบสวนพิจารณาได้ความเป็นสัตย์ว่า ผู้ถูกสั่งพักได้กระทำผิดวินัยจริงให้ไล่ออกตามข้อ 6 หรือปลดออกตามข้อ 7 ตั้งแต่วันพักงานหรือแม้จะไม่ได้ความเป็นสัตย์ว่าผู้ถูกสั่งพักงานได้กระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรง แต่มีมลทินมัวหมองในกรณีดังกล่าวนั้นให้เลิกจ้างตามข้อ 36 แห่งระเบียบสหภาพแรงงานไทยเรยอนว่าด้วยฯ เจ้าหน้าที่สหภาพแรงงาน
ข้อ 11 ในกรณีที่เจ้าหน้าที่สหภาพแรงงานกระทำผิดวินัย แต่โทษไม่พึงไล่ออกหรือเลิกจ้างคณะกรรมการบริหารสหภาพแรงงานจะสั่งลงโทษตัดเงินเดือนก็ได้ หรือถ้าเห็นว่ามีเหตุอันควรลดหย่อน หรือเป็นความผิดเล็กน้อย จะสั่งลงโทษตักเตือนเป็นหนังสือก็ได้
การลงโทษตามวรรคแรกสำหรับเจ้าหน้าที่สหภาพให้คณะกรรมการบริหารสหภาพแรงงานฯ เป็นผู้ลงโทษ ตามความเห็นของคณะกรรมการสอบสวน ทั้งนี้การตัดเงินเดือนเจ้าหน้าที่สหภาพแรงงานฯ ให้ตัดเงินเดือนได้สูงสุดร้อยละ 30 ของอัตราเงินเดือนเป็นเวลาสูงสุดไม่เกิน 6 เดือน
ข้อ 12 เจ้าหน้าที่สหภาพฯ ที่ถูกลงโทษฐานผิดวินัย ถ้าเห็นว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรมก็อาจอุธรณ์ต่อคณะกรรมการบริหารสหภาพแรงงานฯ ได้ ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่รับทราบคำสั่ง
เมื่อคณะกรรมการบริหารสหภาพฯ ได้รับพิจารณาอุธรณ์แจ้งจะยกโทษ ลดโทษ เพิ่มโทษหรือยืนตามคำสั่งเดิมก็ได้ ทั้งนี้ให้กระทำให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันได้รับคำอุธรณ์ คำวินิจฉัยอุธรณ์ของคณะกรรมการบริหารสหภาพฯ ให้เป็นอันสิ้นสุด

( นายศรีโพธิ์ วายุพักตร์ )
ประธานสหภาพแรงงานไทยเรยอน