คณะเศรษฐศาสตร์

 

                                    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

                                                                                                                                       

 

25  สิงหาคม  2548

 

เรียน   ประธานกรรมาธิการแรงงานและสวัสดิการสังคมวุฒิสภา

เรื่อง   ประเด็นปัญหาเกี่ยวกับ (ร่าง) พ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน

 

                เนื่องจากที่ได้เข้าพบในการชี้แจงข้อมูลท่านฯ ในวันที่  4  สิงหาคม  2548  ณ  กรรมาธิการแรง    งาน อาคาร 2 ตึก รัฐสภา เกี่ยวกับรายละเอียดการเคลื่อนไหวผลักดันการจัดตั้งสถาบันคุ้มครองสุขภาพ ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมในสถานประกอบการ ที่ขบวนการแรงงานได้ผลักดันมา 8 ปี บัดนี้ฉบับที่ผ่านการพิจารณา สำนักงานกฤษฎีกาได้ผ่านร่าง พ.ร.บ.ความปลอดภัยฉบับกระทรวงแรงงานนั้นได้ตกเนื้อหาสาระของ พ.ร.บ.จัดตั้งสถาบันคุ้มครองฉบับขบวนการแรงงานรายละเอียดดังนี้

                พ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานเป็นร่างล่าสุดที่ออกมาจากคณะกรรมการกฤษฎีกา ในขณะนี้ร่างฉบับนี้อยู่ที่เลขาธิการครม.เพื่อรอบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมครม. ก่อนที่นำเข้าสู่กระบวนการทางรัฐสภาเพื่อออกเป็นกฎหมาย ความกังวลของหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น คือ การออก พ.ร.บ.ฉบับนี้ ยังคงเป็นการจัดการความปลอดภัยและอาชีวอนามัยภายใต้โครงสร้างเดิม คือกระทรวงแรงงานเป็นการทำงานแบบแยกส่วนและขาดการมีส่วนร่วมของตัวแทนผู้ใช้แรงงาน/ผู้ป่วย และผู้ถูกระทบ จึงไม่น่าจะเป็นทางออกของการแก้ปัญหา หรือการทำงานที่บรรลุเป้าหมายของการป้องกัน หรือการทำงานที่มีประสิทธิภาพได้ก่อนที่จะวิเคราะห์ พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ ฉบับนี้ จำเป็นที่จะต้องเท้าความถึงความพยายามในอดีตของการปฏิรูประบบสุขภาพความปลอดภัย ที่มาจากหลาย ๆ ฝ่ายทั้งในส่วนของภาครัฐเอง ภาคเอกชน นายจ้าง และลูกจ้างรวมทั้งกลุ่มผู้ป่วยและผู้ถูกระทบทางสิ่งแวดล้อม

                1. (ร่าง) ฉบับแรก พ.ร.บ.การจัดตั้งสถาบันคุ้มครองสุขภาพความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมในสถานประกอบการ:

                จากกรณีโศกนาฏกรรมเคเดอร์ (โรงงานตุ๊กตาไฟไหม้) ที่ จ.นครปฐม เป็นเหตุให้คนงานเสียชีวิต 188 คน บาดเจ็บกว่า 350 คน เป็นจุดเริ่มต้นของความพยายามที่มาจากหลาย ๆ ส่วนในเรื่องสุขภาพความปลอดภัย

                การเรียกร้องของผู้ใช้แรงงานได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลภายใต้การนำของท่านชวน  หลีกภัย  มติ ค.ร.ม.นำมาสู่การจัดตั้งคณะกรรมการร่างโดยองค์ประกอบของคณะกรรมการประกอบด้วยตัวแทนที่มาจากภาครัฐ (กระทรวงแรงงาน กระทรวงการคลัง สภาพัฒน์ฯ  กรมประชาสงเคราะห์ สภาองค์การนายจ้าง สภาแรงงาน ผู้นำแรงงาน องค์กรพัฒนาเอกชน และนักวิชาการ  จำนวนรวมทั้งสิ้น 32  คน โดยมีคุณเอกพร  รักความสุข  รมช. กระทรวงแรงงานขณะนั้น  เป็นประธานคณะกรรมการใช้เวลาประชุมตั้งแต่วันที่  30  มกราคม  2540  ถึงวันที่  27  มิถุนายน  2540  จึงได้ร่าง พ.ร.บ.การจัดตั้งสถาบันคุ้มครองสุขภาพความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมในสถานประกอบการ

                แต่อย่างไรก็ตามร่าง พ.ร.บ.นี้ไม่สามารถนำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ในสมัยนั้นได้เพราะกระทรวงแรงงานได้เสนอร่างของกระทรวงฯ ประกบไว้ทำให้เกิด พ.ร.บ. 2 ฉบับขึ้น

                2. ร่างฉบับที่ 2 พ.ร.บ.สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน

                หลังจากรัฐบาลทักษิณ 1 เข้าบริหารประเทศ  ประกอบข้อเรียกร้องของผู้ใช้แรงงานที่จะให้มีการจัดตั้งสถาบันคุ้มครองสุขภาพและความปลอดภัย (ตามร่างแรก) ภายใต้การริเริ่มของ รมช.คุณลดาวัลย์  วงศ์ศรีวงศ์  จึงได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อบูรณาการทั้ง 2 ร่าง เพื่อให้เป็น พ.ร.บ.ฉบับเดียว โดยคณะกรรมการก็ประกอบด้วยตัวแทนจากหลายภาคี  รวมตั้งกรรมการที่ร่วมร่างในครั้งแรกด้วย  จึงได้เป็นร่าง พ.ร.บ.สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน

                ในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ยังคงดำรงเนื้อหาและสาระหลัก ๆ ของร่างเดิมกล่าวถึง

                (1)           วัตถุประสงค์ของสถาบัน

                                1.  มีการทำงานแบบคราบวงจร คือ ทดแทน รักษา ฟื้นฟูและการป้องกัน โดยสถาบันฯ

                                จะทำงานเชิงรุก  เน้นการป้องกันมากกว่าการตามแก้ปัญหา

                                2.  ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนงานและผู้ป่วย / ผู้ถูกกระทบ โดยมีการจัดตั้งคณะ

                                กรรมการบริหารบริหารสถาบันฯ แบบจตุภาคี คือตัวแทนจากนายจ้าง ลูกจ้าง รัฐบาล

และภาคีผู้ป่วยฯ และผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์โดยตรงเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพความ

ปลอดภัย ภาคีละ 5 คน

3.  เป็นองค์กรอิสระภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงแรงงานโดยมีวัตถุประสงค์

เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการทำงาน  การมีส่วนร่วมและมีกลไกภายในตัวระบบที่

ตรวจสอบกันได้

4.  ไม่ใช่เป็นการจัดตั้งองค์กรใหม่ แต่เป็นการปรับโครงสร้างเดิม กล่าวถือเป็นการนำ

เอาสถาบันความปลอดภัย (ของรัฐ)  และกองทุนเงินทดแทนมารวมกัน และอยู่ภายใต้

โครงสร้างการบริหารงานใหม่  โดยเฉพาะกองทุนเงินทดแทน  จะต้องมีการโอนมาเป็น

ระยะ ๆ แล้วเสร็จภายใน 5 ปี

                (2)           ส่วนงานของสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย ประกอบด้วยงานใน 8 ส่วน

                                1.  กองการจัดงาน

                                2.  กองทุนเงินทดแทน

                                3.  การจัดทำและพัฒนามาตรฐานสุขภาพและความปลอดภัย

                                4.  กองตรวนโรงงาน  โดยมีพนักงานตรวจสุขภาพ  สามารถขึ้นทะเบียนให้ภาคเอกชน

เข้าร่วมตรวจ

5.  งานฝึกอบรม  วิจัย  และเผยแพร่  และสามารถขึ้นทะเบียนในภาคเอกชนที่มีความ

พร้อมเพื่อจัดโครงการอบรมสุขภาพ

6.  การจัดตั้งศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ (Hot line)

7.  การฟื้นฟูสุขภาพจิตใจ  และการฟื้นฟูอาชีพ

8.  จัดตั้งคลินิกอาชีวเวชศาสตร์  เพื่อทำการศึกษากรณีการเจ็บป่วยทางด้านอาชีวอนามัย

เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการปรับปรุงการรักษาพยาบาล  และการด้านทานโรคใหม่ ๆ ใน

ภาคอุตสาหกรรม

(3)                 อำนาจหน้าที่ของสถาบัน

1.  สามารถเข้าตรวจโรงงาน เรียกเอกสารและข้อมูลจากนายจ้างและผู้เกี่ยวข้อง

2.  สั่งปรับปรุง แก้ไข เปลี่ยนแปลง สภาพแวดล้อมในการทำงาน

3.  สั่งปรับ

4.  ขึ้นทะเบียนภาคเอกชนที่จะเข้าร่วมในการตรวจโรงงานและการจัดฝึกอบรมทางด้าน

สุขภาพ  และความปลอดภัย

 

                แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความพยายามซึ่งริเริ่มจาก รมช.ท่านลัดดาวัลย์  วงศ์ศรีวงศ์  ที่จะให้ร่าง พ.ร.บ.ผ่าน หรือการพัฒนาระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพ  แต่ พ.ร.บ.นี้ กลับถูกส่งไปยังสำนักคณะกรรมการกฤษฎีกา  และผ่านการพิจารณาเป็นร่าง พ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาแวดล้อมในการทำงาน

                3. ร่าง พ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ออกมาจกาสำนักงานกฤษฎีกา

                ร่าง พ.ร.บ.ความปลอดภัย ฉบับนี้ เป็นการดึงเอาอำนาจการจัดการเรื่องความปลอดภัย อาชีวอนามัย  ไปสู่การจัดการในโครงสร้างเดิม คือ ระบบราชการ โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการความปลอดภัย ประกอบด้วยตัวแทนจากภาครัฐ (ข้อสังเกต คือ ระดับอธิบดีกรมต่าง ๆ จากหลายกระทรวง) ส่วนตัวแทนของนายจ้างและลูกจ้าง  ถูกกำหนดโดยประกาศรัฐมนตรี ดังนั้น ภายใต้ พ.ร.บ.นี้ มีกระทรวงแรงงานทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการ

                (1)  การจัดการจัดการเรื่องความปลอดภัย อาชีวอนามัย  และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ยังคงอยู่ภายใต้โครงสร้างเดิม คือ กระทรวงแรงงาน และระบบราชการ ขาดการมีส่วนร่วมโดยเฉพาะการให้ความสำคัญของภาคีที่ 4 คือ ภาคีผู้ป่วยและผู้ถูกระทบ  ดังเช่นร่างฉบับที่ 1 และ 2

                (2)  เป็นการนำเอาภารกิจที่เคยอยู่ในร่าง พ.ร.บ.สถาบันความปลอดภัย ฉบับที่ 1 และ 2 มาไว้ใน พ.ร.บ.ความปลอดภัย เช่น

                มาตรา 5 ให้อำนาจแต่งตั้งพนักงานความปลอดภัย ทำงานภายใต้กระทรวงแรงงาน

                มาตรา 9 จัดขึ้นทะเบียนภาคเอกชนที่ให้บริการตรวจวัด ตรวจสอบทดสอบ รับรองประเมินความเสี่ยง  รวมทั้งการจัดฝึกอบรม

                มาตรา 10  ออกใบอนุญาตให้บริการในการตรวจสอบ ทดสอบ รับรองความเสี่ยง  รวมทั้งการจัดฝึกอบรม หรือให้คำปรึกษา

                โดยสรุปแล้ว พ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน เป็นการดึงเอาอำนาจการตัดสินใจ  การจัดการความปลอดภัยอาชีวอนามัยไปขึ้นกับกระทรวงและระบบการบริหารงานแบบราชการ นำเอาภารกิจต่าง ๆ ของสถาบันความปลอดภัยตามร่างฉบับที่ 1 และ 2 เช่น การจัดทำและพัฒนามาตรฐานความปลอดภัย การตรวจโรงงาน การขึ้นทะเบียนและออกใบอนุญาต การบริการตรวจ และฝึกอบรม และแยกส่วนการทำงาน ไม่มีลักษณะครบวงจร ดังนั้นถึงแม้ใน พ.ร.บ.ฉบับนี้ มาตรา 52 จะให้มีสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน เช่นองค์กรมหาชนที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาที่สำคัญ อำนาจในการจัดการแก้ปัญหาและการมีส่วนร่วมของหลาย ๆ ฝ่ายของผู้เกี่ยวข้อง เช่น เบญจภาคี หรือจัตตุภาคี

               

 

                จัดทำโดย :  รศ.ดร.วรวิทย์  เจริญเลิศ  อดีตเลขานุการคณะกรรมการยกร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งสถาบันคุ้มครองสุขภาพ ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมในสถานประกอบการปี 2540